ระบบการจ่ายค่าจ้างค่าตอบแทน
อาจารย์เอก
ระบบการจ่ายค่าจ้างค่าตอบแทน ถือเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจให้กับบุคคลทั่วไป ทำให้อยากสมัครเข้ามาร่วมงานด้วย องค์กรที่มีระบบการจ่ายค่าจ้างค่าตอบแทนที่ดี ย่อมที่ จะมีบุคลากรเข้ามาให้คัดเลือกมากกว่าองค์กรอื่น ดังที่เคยได้ยินว่า องค์กรธุรกิจในภาคเอกชน มีการจ่ายค่าจ้างค่าตอบแทนที่ดีกว่าองค์กรภาครัฐ ทำให้เกิดปัญหาสมองไหลเกิดขึ้น ซึ่งทำให้ภาครัฐเองก็ต้องมีการปรับปรุงในเรื่อง ดังกล่าว เพื่อที่จะรักษาทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพให้อยู่กับภาครัฐนานๆ
การกำหนดจำนวนค่าจ้างค่าตอบแทนหรืออัตราการจ่ายนั้น โดยทั่วไปอ้างอิงจากเกณฑ์เบื้องต้นที่นำมาใช้พิจารณา ได้แก่ ฝีมือในการปฏิบัติ งาน ประสบการณ์ หรือคุณวุฒิของพนักงาน นอกจากนี้ ยังต้องมีกระบวนการในการกำหนดค่างาน เพื่อแบ่งแยกรายละเอียดของงานแต่ละประเภท เพื่อเปรียบเทียบระดับความสำคัญ ว่างานไหนสำคัญกว่างานไหน จะกำหนดค่า ตอบแทนเป็นอย่างไร บางแห่งอาจจะใช้การประกาศอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของทางการเป็นเกณฑ์อ้างอิง ซึ่งถ้ามีการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ฝ่ายบุคคลก็จะดำเนินการปรับอัตราการจ่ายเป็นคราวๆ ไป
ระบบการจ่ายค่า จ้างค่าตอบแทนในองค์กรทั่วไปในปัจจุบัน พอจะจำแนกได้ดังนี้
1. การจ่ายค่าจ้างเป็นรายวัน เป็นรูปแบบการจ่ายค่าจ้างในลักษณะที่ว่า เมื่อมีการทำงานจึงจะได้รับค่าจ้าง ถ้าวันไหนหยุดหรือ ไม่ทำงาน ก็จะไม่ได้รับค่าจ้าง ส่วนใหญ่มักจะใช้ในการจ้างคนงานระดับใช้แรงงาน พนักงานระดับปฏิบัติการในสายการผลิต หรืองานที่ต้องใช้แรงงานคนมากๆ ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ความรู้ความสามารถพิเศษอะไร หรือไม่ต้อง การความชำนาญเฉพาะด้าน พบเห็นทั่วไปในงานก่อสร้าง โรงงานอุตสาหกรรม เช่น โรงงานทอผ้า เป็นต้น
2. การจ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือน เป็นรูปแบบการจ่ายค่าจ้างในลักษณะที่เป็นค่าจ้าง ประจำเหมาไปเลย ถึงแม้จะทำงานหรือไม่ทำงาน ก็ต้องจ่าย คนทั่วไปมีความต้องการที่จะได้รับการจ่ายค่าจ้างในรูปแบบนี้ เพราะมีสิทธิที่จะลากิจ ลาป่วย หรือลาพักร้อนได้ นอกจากนี้ยังมีสิทธิประโยชน์อีกหลายอย่างตามมา มี สัญญาว่าจ้างที่เป็นลายลักษณ์อักษร มีเงินทดแทนในกรณีที่มีการเลิกจ้าง นอกจากนี้ยังมีเงินรางวัลพิเศษ เช่น เงินโบนัสประจำปี ซึ่งบางองค์กรอาจจะจ่ายปีละครั้ง บางองค์กรอาจจะจ่ายปีละสองครั้ง หรือขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพใน การปฏิบัติงานด้วย ทำดีมากได้มาก ทำดีน้อยได้น้อย หรืออาจไม่ได้เลย
3. การจ่ายค่าจ้างแบบเงินเดือนประจำและคอมมิสชั่น วิธีการนี้มักจะใช้กันมากสำหรับงานที่ต้องใช้พนักงานขายเป็น กำลังหลักขององค์กร เพื่อเป็นการจูงใจให้พนักงานขายแต่ละคน ช่วยกันเพิ่มยอดขายสินค้าหรือบริการขององค์กรให้มากที่สุด ซึ่งถ้าทำได้มากเท่าไหร่ พนักงานขายก็จะยิ่งได้รับเงินพิเศษหรือคอมมิสชั่นมากขึ้นตามไปด้วย โดยมี การกำหนดเป้าหมายขั้นต่ำ หรือ Target เอาไว้ระดับหนึ่ง ใครที่ทำได้ตามเป้าหมายหรือตำกว่า ก็จะได้รับค่าตอบแทนปกติ แต่ถ้าทำยอดขายได้มากกว่าผลตอบแทนก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การจ่ายประเภทนี้ โดยทั่วไปแล้วอัตราเงิน เดือนจะไม่ค่อยสูงนัก แต่อัตราการจ่ายคอมมิสชั่นจะสูง พบเห็นได้ในงานประเภทธุรกิจขายตรง งานขายประกัน เป็นต้น
4. การจ่ายค่าจ้างแบบจ้างเหมาหรือการจ้างทำของ เป็นการจ่ายแบบ เหมาจ่ายเป็นงานๆ ไป หรือจ่ายเป็นงานโครงการ วิธีการเช่นนี้ ค่อนข้างที่จะขาดปฏิสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง โดยทั่วไปจะมีการตกลงกันในรายละเอียดของงานต่างๆ การคิดค่าจ้างค่าตอบแทน บางแห่งเมื่อตกลงว่า จ้างกันแล้ว นายจ้างอาจจะจ่ายเงินค่าจ้างมัดจำให้ล่วงหน้าก้อนหนึ่ง และหลังจากมีการส่งมอบงานกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็จะจ่ายค่าจ้างส่วนที่เหลืออีกครั้งหนึ่ง แล้วก็จะหมดพันธะต่อกัน