การจัดประโยชน์ และบริการในองค์กรธุรกิจของเอกชน

การจัดประโยชน์ และบริการในองค์กรธุรกิจของเอกชน
อาจารย์เอก

 

        เนื่องจากองค์กรธุรกิจเอกชนที่มีอยู่ในประเทศนั้น มีอยู่มากมายและมีความแตกต่างกัน ทั้งในด้านขนาด สถานะการเงิน นโยบายการจัดการและด้านอื่น ๆ ดังนั้น แต่ละองค์กรจึงจัดประโยชน์และบริการให้ แก่บุคลากรของตนแตกต่างกันไป จนไม่อาจกำหนดเป็นมาตรฐานสำหรับองค์กรได้ ดังนั้น ลักษณะการให้ประโยชน์และบริการ ขององค์กรธุรกิจเอกชน จึงมีมูลเหตุหรือที่มาของของการให้ อยู่ 3 ประการ คือ

1. กฎหมายบ้านเมืองบังคับหรือกำหนด ให้นายจ้างหรือเจ้าของกิจการ จัดประโยชน์หรือบริการบางอย่างตามที่กำหนดไว้ ให้แก่พนักงานลูกจ้างของตน

2.การเรียกร้องของพนักงานลูกจ้าง โดยสหภาพแรงงานหรือ สมาคมลูกจ้าง เป็นผู้เรียกร้องต่อนายจ้างแทนพนักงานลูกจ้างแต่ละคน

3. นายจ้างหรือเจ้าของกิจการเป็นฝ่ายริเริ่ม จัดให้พนักงานลูกจ้างของตนด้วยตนเอง ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นเพราะเป็นประเพณีที่ยึดถือปฏิบัติกัน มาช้านานแล้ว หรือเป็นเพราะความเมตตา หรือเป็นเพราะเหตุอื่นใดก็ตาม

        จากลักษณะความแตกต่างดังกล่าวนี้เอง จึงเป็นมูลเหตุทำให้การให้ประโยชน์และบริการขององค์กรธุรกิจเอกชน มีความยุ่งยากสลับซับ ซ้อนมากกว่าในระบบข้าราชการ และเพื่อให้เข้าใจถึงลักษณะการให้ประโยชน์และบริการขององค์กรธุรกิจเอกชนอย่างแท้จริง จึงขออธิบายโดยจำแนกประโยชน์และบริการที่จัดให้ เป็น 2 ประเภท ตามมูลเหตุหรือที่มาของการให้ ประโยชน์หรือบริการนั้น ๆ คือ

1. ประโยชน์และบริการที่กฎหมายบ้านเมืองกำหนดให้นายจ้างจัดให้

        เพื่อให้องค์กรธุรกิจต่าง ๆ จัดประโยชน์และบริการให้แก่บุคลากรของ ตนในมาตรฐานขั้นต่ำอันเดียวกัน โดยมีการออกเป็นพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับปัจจุบันคือ พ.ศ.2541) ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับการจ้างแรงงาน เช่น เรื่องกำหนดเวลาทำงานและวันหยุดของลูกจ้าง การใช้แรงงานหญิง และเด็ก การจ่ายค่าจ้างและการจัดให้มีสวัสดิการเพื่อสุขภาพพลานามัยของลูกจ้าง เป็นต้น

2. ประโยชน์และบริการที่นายจ้างจัดให้เอง

         นอกเหนือไปจากประโยชน์และ บริการที่กฎหมายกำหนดให้นายจ้างจัดให้ดังกล่าวข้างต้นแล้ว องค์กรธุรกิจต่าง ๆ ยังให้ประโยชน์และบริการแก่บุคลากรของตนในรูแบบอื่น ๆ อีกหลายประการ ซึ่งในบรรดาองค์กรธุรกิจต่าง ๆ เหล่านี้ยังมีการให้ประโยชน์และ บริการที่แตกต่างกันไป ทั้งในแง่ของประเภทประโยชน์และบริการที่จัดให้ และในแง่จำนวนเงินค่าใช้จ่ายที่องค์กรยอมสูญเสียไป การมีความแตกต่างกันเช่นนี้ เนื่องจากสาเหตุอย่างน้อย 3 ประการ คือ

1. ทัศนคติ และความพึงพอใจของนายจ้าง หรือเจ้าของกิจการที่ให้ประโยชน์และบริการแก่พนักงานลูกจ้างของตน

2. ฐานะทางเศรษฐกิจขององค์กรที่จะสามารถจัดสรรให้เพื่อการจัดเป็นประโยชน์และบริการได้

3. การเรียกร้องของพนักงานลูกจ้างหรือสหภาพแรงงาน

ประเภทของประโยชน์และบริการ

       โดยทั่วไปแล้ว ประโยชน์และบริการที่องค์กรธุรกิจต่าง ๆ มักนิยมจัดให้แก่บุคลากรของตนนั้น สามารถจำแนกออกได้ 5 ประเภท คือ

1. ประโยชน์และบริการด้านการเงิน ซึ่งได้แก่ ประโยชน์และบริการด้านใด ๆ ก็ตาม ที่จัดขึ้นเพื่อให้ความช่วย เหลือทางการเงินแก่บุคลากรขององค์กรเมื่อมีเหตุจำเป็น ประโยชน์และบริการประเภทนี้ มีทั้งในรูปแบบให้เปล่า เช่น โบนัส เป็นต้น และในรูปแบบที่มิใช่ให้เปล่า เช่น ให้กู้ยืมโดยเสียดอกเบี้ยต่ำ การจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ เป็นต้น

2. ประโยชน์และบริการด้านประกันภัย กล่าวคือ เป็นประโยชน์และบริการที่ให้เพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงในบุคลากรขององค์กร จะได้มีกำลังใจในการปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่ ตัวอย่างของประโยชน์และบริการประเภทนี้ เช่น การประกันชีวิต การเจ็บป่วยและทุพพลภาพ บริการตรวจสุขภาพประจำปี เป็นต้น

3. ประโยชน์และบริการด้านวิชาชีพชั้นสูง เพื่อให้คำ ปรึกษาแนะนำแก่บุคลากรขององค์กรโดยไม่คิดค่าบริการ เช่น จัดทนายความหรือนักกฎหมาย เพื่อให้คำแนะนำในการทำนิติกรรมหรือฟ้องร้องคดีความ จัดนักบัญชีเพื่อให้คำแนะนำในการเสียภาษี หรือเรียกร้องภาษีคืน เป็นต้น

4. ประโยชน์และบริการด้านนันทนาการ กล่าวคือ เป็นประโยชน์และบริการเกี่ยวกับการพักผ่อนหย่อนใจ เพื่อช่วยลดความตึงเครียดจากการปฏิบัติงาน เช่น การจัดตั้งสโมสรพนักงาน การจัด แข่งขันกีฬาเพื่อเชื่อมความสามัคคี การจัดรายการทัศนาจรและทัศนศึกษา เป็นต้น

5. ประโยชน์และบริการด้านอื่นๆ นอกเหนือไปจากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เช่น บริการเลี้ยงอาหารกลางวัน บริการจัดรถรับส่ง การให้สิทธิลากิจ ลาป่วย และลาพักร้อน เป็นต้น