ปัญหาของการจัดประโยชน์ และบริการ

ปัญหาของการจัดประโยชน์ และบริการ
อาจารย์เอก 

 

        การจัดประโยชน์และบริการให้กับพนักงานนั้น โดยธรรมชาติของตัวเองแล้วเป็นสิ่งที่ดีงาม และผู้ที่ได้รับประโยชน์และบริการ ย่อมพึงพอใจที่จะได้รับ เพราะเป็นการบำรุง ขวัญและสร้างกำลังใจในการปฏิบัติงาน เป็นการเพิ่มพูนรายได้ให้แก่บุคลากร แต่จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ในองค์กรต่าง ๆ โดยทั่วไปมักจะพบว่าการจัดประโยชน์และบริการ ไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่องค์กรต้องการ ในทางตรงกันข้าม กลับก่อให้เกิดการทำลายขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติ จนถึงขั้นมีการลาออกจากงานเพี่อไปทำงานกับองค์กรอื่น ที่ตนเห็นว่าให้ประโยชน์และบริการที่ดีกว่า สำหรับปัญหาใหม่ที่หลายองค์กรกำลังประสบอยู่คือ การจัดประโยชน์และบริการที่ดีมากๆ นั้น ใช่ว่าจะเป็นที่ดึงดูดพนักงาน โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ที่เพิ่งจบมา ส่วนใหญ่จะสนใจรายได้ที่เข้ามา มากกว่าประโยชน์และบริการอื่นที่องค์กรจัดให้ ที่เป็นเช่นนี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นปัญหา อย่างหนึ่งของการจัดการ ในเรื่องของประโยชน์และบริการขององค์กรนั้น ๆ ซึ่งคล้ายๆ เป็นดาบสองคม จัดให้น้อยไปก็ไม่ดี จัดให้ดีมากก็ไม่ได้ แล้วตรงไหนคือจุดที่เหมาะสม ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ปัญหาของการจัดประโยชน์และ บริการ สามารถจำแนกประเภทได้อย่างน้อย 3 ประการ คือ

1. ด้านความเสมอภาคของการจัดประโยชน์และบริการ

        การให้ประโยชน์และบริการขององค์กรต่าง ๆ มักมีการเหลื่อมล้ำต่ำสูง แตกต่างกัน ทำให้ผู้ที่จะได้รับประโยชน์และบริการเกิดความรู้สึกได้เปรียบเสียเปรียบขึ้นได้ ส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน ซึ่งปัญหานี้อาจแยกพิจารณาออกได้เป็น 2 กรณี คือ

ประการแรก ในองค์กรภาคราชการนั้น ถึงแม้ว่าจะมีกฎหมาย หรือระเบียบที่ได้กำหนดประเภท และลักษณะของประโยชน์และบริการ ที่จัดให้เป็นบรรทัดฐานเดียวกันก็ตาม แต่จากการศึกษาวิจัยพบว่า ผู้ ที่รับประโยชน์มากที่สุด คือ ข้าราชการชั้นพิเศษหรือตั้งแต่ระดับ 7 ขึ้นไป โดยจะได้รับประโยชน์และบริการต่าง ๆ เป็นรายได้ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมาก จากฐานอัตราเงินเดือนที่ได้รับตามปกติ ส่วนข้าราชการชั้นผู้น้อย (ระหว่างระดับ 1-3 ) จะได้รับประโยชน์และบริการต่าง ๆ ที่คำนวนเป็นรายได้แล้ว มีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากฐานอัตราเงินเดือนที่ได้รับอยู่แล้ว เพียงเล็กน้อยเท่านั้น หรือดังที่มีผู้กล่าวไว้ว่า ประโยชน์และบริการต่าง ๆ ของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มักได้รับ ความภาคภูมิใจ เช่น รถยนต์ประจำตำแหน่ง บ้านพัก โทรศัพท์ประจำบ้าน เบี้ยประชุม และเงินสมนาคุณ การปฏิบัติมากกว่าหนึ่งตำแหน่ง และ/หรือการเป็นกรรมการต่าง ๆ ทั้งในหน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจ เป็นต้น

        ประโยชน์และบริการเหล่านี้ ข้าราชการชั้นผู้น้อยที่มีเงินเดือนน้อยอยู่แล้ว มิได้มีโอกาสได้แม้แต่น้อย ดังนั้น จึงทำให้ข้าราชการชั้นผู้น้อยที่มีรายได้น้อย จึงจำต้องยอมรับบริการต่าง ๆ ที่องค์กรจัดให้เพื่อยังชีพต่อไป ด้วยความภาคภูมิใจในอาชีพราชการ

        ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ช่องว่างของรายได้ ระหว่างข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ กับชั้นผู้น้อย ยิ่งห่างไกลกันมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ในระหว่างหน่วยงานราชการต่าง ๆ ด้วยกันเอง ก็มีความ เหลื่อมล้ำต่ำสูงอยู่ ทั้งนี้เพราะการที่จะให้ประโยชน์และบริการด้านอื่น ๆ นอกเหนือไปจากที่กฎหมายกำหนดไว้ให้แล้วนั้น ถือเป็นเรื่องที่อยู่ดุลยพินิจของหัวหน้าหน่วยงานแต่ละคน ที่จะจัดประโยชน์และบริการอื่น ๆ เพิ่มเติมให้ ซึ่ง กรณีเช่นนี้อาจก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันขึ้นได้ ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ การจัดบริการรถรับส่งข้าราชการในสังกัด ซึ่งบางหน่วยงานมีจัดให้ แต่บางหน่วยงานก็มิได้จัดให้ เป็นต้น

ประการที่สอง
        ในบรรดาองค์กรธุรกิจของเอกชนด้วยกันเอง การให้ประโยชน์และบริการ ก็มีความไม่เสมอภาคเท่าเทียมเช่นเดียวกัน กล่าวคือ บางองค์กรจัดประโยชน์และบริการให้ไว้ขั้นต่ำสุด เท่าที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น แต่บางองค์กร ได้ให้ประโยชน์และบริการอย่างอื่น นอกเหนือไปจากที่กฎหมายได้กำหนดไว้อีกด้วย ซึ่งในบรรดาองค์กรที่จัดประโยชน์และบริการเพิ่มขึ้นนี้ ยังมีระดับที่ให้แตกต่างจากกัน ดังจะเห็นได้อย่างชัดเจนจากการจ่ายโบนัส หรือเงิน แต๊ะเอียที่องค์กรธุรกิจต่าง ๆ ให้แก่บุคลากรของตน มีอัตราที่แตกต่างกันตั้งแต่ 1 เท่าของเงินเดือนค่าจ้าง จนถึง 26 เท่า ในทำนองเกี่ยวกัน โบนัสที่องค์กรหนึ่ง ๆ จ่ายให้แก่บุคลากรของตนในแต่ละปี ก็ยังมีอัตราแตกต่างกันไปตาม ความมากน้อยของกำไรที่องค์กรได้รับแต่ละปี และฐานะทางการเงินขององค์กรที่เป็นอยู่ในขณะนั้น ๆ อีกด้วย

2. ปัญหาด้านการบริหารโครงการ

        ประโยชน์และ บริการ ที่องค์กรทั้งของรัฐ หรือองค์กรธุรกิจของเอกชน จัดให้แก่บุคลากรของตนนั้น เป็นค่าใช้จ่ายขององค์กรจำนวนหนึ่งเสมอ โดยบางองค์กรต้องใช้จ่ายเงินเพื่อการนี้ในปีหนึ่ง ๆ ค่อนข้างสูงมาก ดังนั้น การบริหารโครงการให้มี ประโยชน์และบริการ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้การใช้จ่ายเงินทุกบาททุกสตางค์ สามารถบรรลุถึงเป้าหมายที่องค์กรต้องการได้อย่างครบถ้วน แต่โดยข้อเท็จจริงแล้ว องค์กรต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรธุรกิจขนาดเล็กมิ ได้มีการจัดวางระบบ กำหนดระเบียบวิธีการให้ประโยชน์และบริการอย่างชัดเจนแน่นอน มิได้มีการจัดหน่วยงานและกำหนดบุคคล ที่จะทำหน้าที่บริหารโครงการให้ประโยชน์และบริการไว้เป็นกิจจะลักษณะ หากแต่ปล่อยให้เป็นไป ตามอำเภอใจของผู้บริหาร เมื่อมีการเรียกร้องจากสหภาพแรงงานหรือลูกจ้างคนงาน จึงจะต้องดำเนินการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเสียครั้งหนึ่ง ถ้าไม่มีการเรียกร้องใด ๆ การให้หรือไม่ให้ประโยชน์และบริการใด ๆ ขึ้นอยู่กับเมตตา ธรรมของนายจ้างเป็นสำคัญ และผู้บริหารมักจะเป็นผู้รับผิดชอบบริหารโครงการเอง กำหนดระเบียบและวิธีการบริหารโครงการเองตามลำพังและตามใจชอบ

        ส่วนในองค์กรราชการพลเรือนก็มีลักษณะคล้ายคลึง กัน ถึงแม้ว่าจะมีกฎหมาย และระเบียบต่าง ๆ กำหนดให้มีประโยชน์และบริการแก่ราชการอย่างมากมายหลายด้าน แต่ก็ไม่มีหน่วยงานกลางใดที่ทำหน้าที่บริหารโครงการให้ประโยชน์และบริการทั้งหมด คงปล่อยให้แต่ละกระทรวง ทบวง กรม เป็นผู้รับผิดชอบ ดำเนินการในหน่วยงานของตนเอง ด้านกระทรวงการคลังทำหน้าที่ตรวจสอบควบคุมการอนุมัติจ่ายเงินให้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับเท่านั้น ด้วยเหตุนี้แต่ละกระทรวง ทบวง กรม จึงอาจริเริ่มให้ ประโยชน์และบริการด้านอื่น ๆ นอกเหนือไปที่กฎหมายได้กำหนดไว้ และโดยมิได้ใช้จ่ายเงินงบประมาณของทางราชการได้ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาความไม่เสมอภาคขึ้นได้ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ลักษณะนี้แตกต่างกับระบบราชการ ทหารที่มีการจัดตั้งหน่วยงานกลาง และกำหนดบุคลากรที่แน่นอนให้ทำหน้าที่รับผิดชอบ ในการให้ประโยชน์และบริการแก่ทหารและครอบครัวไว้โดยเฉพาะ ( เช่น กรมสวัสดิการทหารบก กรมสวัสดิการทหารเรือ เป็นต้น ) จึงทำ ให้การบริหารโครงการให้ประโยชน์และบริการเป็นไปอย่างมีระบบ มีระเบียบเป็นบรรทัดฐานอันเดียวกัน และมีประสิทธิภาพดีกว่าระบบราชการพลเรือน

3. ปัญหาด้านตัวบุคลากร

        ปัญหาประการนี้มักจะพบเห็นในองค์กรของเอกชนมากกว่าในองค์กรของรัฐ กล่าวคือ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องจาก ความต้องการที่ขัดแย้งกันระหว่างฝ่ายนายจ้างกับฝ่ายลูกจ้าง โดยนายจ้างหรือเจ้าของ กิจการนั้น มีความต้องการแสวงหากำไรให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถที่กระทำได้ ซึ่งความต้องการเช่นนี้ ถือว่าเป็นเป้าหมายสำคัญประการหนึ่งขององค์กรที่ประกอบธุรกิจโดยทั่วไป ดังนั้น นายจ้างจึงต้องพยายามเพิ่มการขาย สินค้าหรือบริการให้ได้มากที่สุด และในขณะเดียวกันต้องพยายามลดค่าใช้จ่ายด้านต่าง ๆ ให้เหลือน้อยที่สุด จึงจะสามารถได้กำไรสูงสุดได้

        ในตรงกันข้ามลูกจ้างย่อมต้องการได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้าง และ ประโยชน์ตอบแทนในรูปแบบอื่น ๆ จากนายจ้างให้มากที่สุด ซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายของนายจ้างนั้นเอง ด้วยเหตุนี้ จึงมักจะปรากฏว่าทั้งสองฝ่ายมีความขัดแย้งกันอยู่เสมอ โดยต่างฝ่ายต่างกล่าวหาซึ่งกันและกันว่า เอา เปรียบอีกฝ่ายหนึ่งบ้าง เห็นแก่ตัวบ้าง ไม่มีเมตตาธรรมบ้าง และมีหลายกรณีที่ความขัดแย้งนี้ ได้ลุกลามจนกลายเป็นปัญหาข้อพิพาททางแรงงาน จนถึงขั้นฟ้องร้องต่อศาล มีการนัดหยุดงาน หรืองดการจ้างงานและล้มเลิกกิจการใน ที่สุด ดังนั้น จะเห็นได้ว่าในท้ายที่สุด ความขัดแย้งระหว่างกันมิได้ก่อให้เกิดผลดีแก่ทั้งสองฝ่ายแต่ประการใดเลย