ความสำคัญของประโยชน์ และบริการ
อาจารย์เอก
ในการบริหารงานขององค์กรต่าง ๆ นั้น เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า ปัจจัยหรือทรัพยากรที่มีความสำคัญยิ่งต่อความสำเร็จในการบริหารงาน คือ ตัวบุคลากร ที่ปฏิบัติงานในตำแหน่งต่าง ๆ ดังนั้นองค์กรขนาดใหญ่ จึงมักกำหนดให้มีหน่วยงานและเจ้าหน้าที่โดยเฉพาะ ที่รับผิดชอบในการบริหารงานบุคคล และถือว่าเป็นหน้าที่หรือภาระกิจที่สำคัญอย่างหนึ่งขององค์กร เพื่อให้เกิดความ มั่นใจได้ว่า บุคลากรขององค์กรจะเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถอย่างแท้จริง และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ จนเกิดผลดีต่อองค์กรในที่สุด นอกจากนี้องค์กรต่าง ๆ ยังได้กำหนดให้มีระบบการจูงใจและมาตรการต่าง ๆ เพื่อโน้มน้าวจิตใจให้บุคลากรทุกคน อุทิศตนทำงานอย่างเต็มความรู้ความสามารถ มาตรการประการหนึ่งที่นิยมจัดทำกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันนี้ คือ การจัดประโยชน์และบริการต่าง ๆ ให้อย่างทั่วถึงกัน
ในปัจจุบันนี้ องค์กรต่าง ๆ โดยทั่วไปได้ยอมรับถึงความสำคัญของประโยชน์และบริการต่อการบริหารงาน โดยถือเป็นหน้าที่อย่างหนึ่งในขอบเขตของการบริหารงานบุคคล และได้จัดสรรงบประมาณเพื่อการนี้ในปี หนึ่ง ๆ เป็นเงินจำนวนมาก ซึ่งบางองค์กรต้องใช้จ่ายเงินถึงร้อยละ 26.6 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่จ่ายให้แก่บุคลากรขององค์กร การที่องค์กรเหล่านี้ยินยอมที่จะเสียค่าใช้จ่ายอย่างมากมาย เพื่อให้ประโยชน์และบริการเช่นนี้ เนื่องจาก ได้เล็งเห็นถึง ความสำคัญของประโยชน์และบริการอย่างน้อย 3 ประการ คือ
1. เพื่อเป็นการสร้างความสนใจหรือดึงดูดบุคคลภายนอก ที่มีความรู้ความสามารถ ให้มาสมัครเข้ารับการคัดเลือกเป็นบุคลากร ขององค์กรต่อไป ทั้งนี้โดยบุคคลเหล่านั้นเล็งเห็นว่า องค์กรได้ให้ประโยชน์และบริการด้านต่าง ๆ มากมาย เหนือกว่าองค์กรอื่น ๆ ดังนั้น องค์กรใดที่มีระบบการให้ประโยชน์และบริการที่ดี นอกเหนือไปจากการให้เงินเดือนค่า จ้างที่เป็นธรรมแล้ว ย่อมจะเป็นที่ดึงดูดบุคคลภายนอกทั้งหลายให้เสนอตัวเข้ามาทำงานในองค์กร และองค์กรย่อมมีโอกาสจะคัดเลือก ได้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริงมาทำงานกับองค์กรต่อไป
2. องค์กรต้องการที่จะให้บุคลากรทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในองค์กร ได้ใช้ความรู้ความสามารถของตนปฏิบัติงานในหน้าที่อย่างเต็มที่ โดยมีความพึงพอใจในงาน มีความอบอุ่นใจ และมีความรู้สึกมั่นคงในอาชีพ ดังนั้น องค์กร ย่อมจะต้องให้ความอนุเคราะห์ หรือสร้างหลักประกันความมั่นใจให้แก่บุคลากรเหล่านั้น โดยการให้ผลประโยชน์และบริการอื่น ๆ ที่นอกเหนือไปจากเงินเดือนหรือค่าจ้างซึ่งได้รับตามปกติอยู่แล้ว ประโยชน์และบริการเหล่านี้ จะ ช่วยสนับสนุนให้บุคลากรมีความตั้งใจและเต็มใจในการปฏิบัตงานในหน้าที่อย่างเต็มที่ โดยมิต้องพะวักพะวงกับการแก้ปัญหาความเดือดร้อนในการดำรงชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาความเดือดร้อนทางด้านเศรษฐกิจ
3. นโยบายและวิธีการบำรุงรักษาบุคลากรที่มีคุณค่าขององค์กร การที่บุคลากรใดก็ตาม ปฏิบัติงานอยู่กับองค์กรมาเป็นระยะยาวนาน ย่อมจะเป็นเครื่องแสดงได้ว่าบุคคลนั้นมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือประสบการณ์ในการทำงานมาก มีความเข้าใจนโยบาย และแนวทางปฏิบัติขององค์กรเป็นอย่างดี ไม่ต้องเป็นภาระขององค์กรที่จะต้องคอยชี้แจงหรือแนะนำวิธีการปฏิบัติงานอยู่เสมอ ๆ และประการสำคัญ คือ องค์กรจะได้รับ ผลประโยชน์ต่าง ๆ อย่างมากมายจากบุคลากรเหล่านี้ ดังนั้น องค์กรส่วนใหญ่จึงมักจะมีนโยบายและวิธีการบำรุงรักษาบุคลากรที่มีคุณค่าเหล่านี้ไว้ วิธีการหนึ่ง คือ การให้ประโยชน์และบริการต่าง ๆ อย่างเพียงพอ และตรงกับความ ต้องการของทุกคน การบำรุงรักษาบุคลากรเหล่านี้ ถึงแม้ว่าองค์กรจะเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกจำนวนหนึ่ง แต่เมื่อพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว จะได้ผลคุ้มค่ามากกว่าที่องค์กรจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการสรรหา และคัดเลือก บุคลากรใหม่จากภายนอก เพื่อมาดำรงตำแหน่งแทนบุคลากรเดิมที่ลาออกไป
ประโยชน์และบริการ
นอกจะมีความสำคัญต่อองค์กรดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ยังมีความสำคัญต่อบุคลากรขององค์กรทุกคนด้วย กล่าว คือ
1. ประโยชน์และบริการที่องค์กรจัดให้เพิ่มเติมจากเงินเดือนและค่าจ้างนั้น เท่ากับเป็นการเพิ่มระดับรายได้หรือลดรายจ่ายของแต่ละคน ซึ่งจะมีผลทำให้บุคลากรขององค์กรมีระดับการกินอยู่หรือมาตรฐาน การครองชีพดียิ่งขึ้น
2. ทำให้บุคลากรขององค์กรมีขวัญและทัศนคติที่ดีในการปฏิบัติงาน มีความพึงพอใจในงาน ตั้งใจปฏิบัติงานด้วยความขยันหมั่นเพียร ซื่อสัตย์สุจริต โดยไม่มุ่งแสวงหาผลประโยชน์ที่มิชอบ หรือมีการลางานหรือขาดงานอยู่เสมอ ๆ เพื่อไปหารายได้พิเศษมาจุนเจือตนเองและครอบครัว
3. ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างหรือผู้บังคับบัญชา กับลูกจ้างหรือผู้ใต้บังคับบัญชา อยู่ในลักษณะที่ดี ไม่เกิด ความรู้สึกระแวงสงสัยว่า ถูกเอารัดเอาเปรียบ หรือถูกกดขี่