การหยุดกิจการของนายจ้างเป็นการชั่วคราว (ตอนที่ 2)
อาจารย์เอก
คำชี้แจง กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม
เรื่อง "การหยุดกิจการของนายจ้างเป็นการชั่วคราว"
คำชี้แจง
โดยที่พระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 75 บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมด หรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว โดยเหตุหนึ่งเหตุใดที่มิใช่เหตุสุดวิสัย ให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบ ของค่าจ้างในวันทำงาน ที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการตลอดระยะเวลาที่นายจ้างไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงาน
ให้นายจ้างแจ้งให้ลูกจ้างและ พนักงานตรวจแรงงานทราบล่วงหน้า ก่อนวันเริ่มหยุดกิจการตามวรรคหนึ่ง
ทั้งนี้โดยมีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองลูกจ้าง มิให้ต้องขาดรายได้เพื่อใช้ในการดำรงชีพในช่วงที่หยุดงานเพราะเหตุดังกล่าว แต่ให้จ่ายเงินช่วย เหลือในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของค่าจ้างเพื่อมิให้เป็นภาระแก่นายจ้าง ในขณะที่ประสบภาวการณ์เช่นนั้น และให้นายจ้างแจ้งให้พนักงานตรวจแรงงานทราบล่วงหน้าก่อนวันเริ่มหยุด กิจการชั่วคราว นอกเหนือจากการแจ้ง แก่ลูกจ้างด้วย ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหา ตลอด จนการให้ความคุ้มครองแก่ลูกจ้าง
เพื่อความเข้าใจและการปฏิบัติอย่างถูกต้องและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของมาตรา 75 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ขอชี้ แจงดังนี้
1. การหยุดกิจการชั่วคราว ตามมาตรา 75 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 จะต้อง เกิดขึ้นโดยเหตุซึ่งมิใช่เหตุสุดวิสัย
1 .1 คำว่า "เหตุสุดวิสัย" มีคำนิยามบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 หมายความ ว่า "เหตุใดๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดี จะให้ผลพิบัติก็ดี เป็นเหตุที่ไม่อาจ ป้องกันได้ แม้ทั้งบุคคลหรือผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสบเหตุนั้น จะได้จัดการระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น" ซึ่งเหตุสุดวิสัย เป็นเหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่อาจคาดคิด ไม่อาจ ป้องกันแก้ไข ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และมิได้เกิดขึ้นโดยความประมาทเลินเล่อของใคร จึงเป็นเหตุที่จะโทษใครไม่ได้ซึ่งมักเป็นอุบัติภัย หรือเหตุการณ์ทางธรรมชาติ เช่น พายุ น้ำท่วม หรือแผ่นดินไหว เป็นต้น หากการชำระหนี้ไม่ อาจทำได้เพราะมีเหตุสุดวิสัยมาแทรกแซง เหตุสุดวิสัยนั้นอาจเป็นพฤติการณ์อันทำให้การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยโดยที่ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดได้
ดังนั้น หากเกิดเหตุสุดวิสัย เช่น มีพายุ น้ำท่วม หรือแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ หรือฟ้าผ่าจนโรงงานเกิดไฟไหม้ ทั้งที่มีอุปกรณ์ป้องกันฟ้าผ่าเป็นอย่างดีแล้ว ซึ่งเป็นผลให้นายจ้างไม่อาจป้องกันหรือแก้ไขได้จนถึงขนาดต้องหยุดกิจการชั่วคราว เหตุสุดวิสัยเช่นว่านี้ทำให้การชำระหนี้ของนายจ้างคือ การให้ ลูกจ้างทำงานโดยจ่ายค่าจ้างตอบแทนการทำงานให้แก่ลูกจ้าง เป็นอันพ้นวิสัย นายจ้างจึงไม่ต้องรับผิดชอบ ในการจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้าง หากจะมีการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนแก่ลูกจ้างที่ต้องขาดรายได้ ขณะหยุดงาน ประการใด ย่อมเป็นเรื่องดุลพินิจของนายจ้าง แต่เพื่อเป็นการสร้างเสริมสัมพันธภาพที่ดีควรจักได้ใช้ระบบแรงงานสัมพันธ์ โดยการร่วมปรึกษาหารือระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ในการแก้ไขปัญหา เพื่อให้ลูกจ้างมีส่วนรับรู้ใน เหตุการณ์และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ อันทำให้ลูกจ้างยอมรับผลที่เกิดขึ้นอย่างเต็มใจในที่สุด
1.2 ในทางกลับกัน เหตุซึ่งมิใช่ เหตุสุดวิสัย ย่อมเป็นเหตุที่คาดหมายได้ สามารถป้องกันหรือแก้ไขเหตุการณ์นั้นได้ แต่ไม่มีการป้องกันแก้ไขหรือจัดการระมัดระวังตามสมควร จนเกิดเหตุนั้นขึ้น ซึ่งโดยพฤติการณ์เช่นว่านี้ ไม่ทำให้การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัย ลูกหนี้จึงยังต้องมีความรับผิดชอบในมูลหนี้อยู่ กรณีการจ้างแรงงานจะเป็นเหตุที่อยู่ ในความรับผิดชอบของนายจ้างโดยตรง เพราะอยู่ในอำนาจของนายจ้างที่จะควบคุมดูแลและป้องกันแก้ไขไม่ให้เหตุนั้น เกิดขึ้นได้แต่ไม่กระทำ ไม่ใช้ความระมัดระวังอย่างเต็มที่จนเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น ซึ่งไม่เข้าข่ายทำให้การ ชำระหนี้ของนายจ้าง คือการให้ลูกจ้างทำงานและการจ่ายค่าจ้างให้ เป็นอันพ้นวิสัย จึงยังมีความรับผิดชอบต่อลูกจ้างอยู่ ดังเช่นกรณีต่อไปนี้
เครื่องจักรเสียเพราะขาดการบำรุงรักษาจนต้องซ่อม หรือเครื่องจักรเสื่อม สภาพต้องติดตั้งเครื่องจักรใหม่
โรงงานถูกไฟไหม้ เพราะเครื่องจักรระเบิด หรือเกิดจากความประมาทเลินเล่อของลูกจ้าง ที่มีหน้าที่ควบคุมเครื่องจักร
น้ำท่วม เนื่องจากท่อน้ำประปา ภายในโรงงานแตก
ขาดวัตถุดิบ เพราะนายจ้างไม่จัดสำรองไว้ตามปกติ
ไฟฟ้าดับ เพราะหม้อแปลงในโรงงานของนายจ้างเสีย
ขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง เพราะนายจ้างไม่จัดสำรองไว้ตามปกติ
ทางราชการสั่งปิดโรงงานตามกฎหมายโรงงาน
ปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน นายจ้างล้มละลายหรือถูกเจ้าหนี้ยึดโรงงาน เพราะนายจ้างบริหารโรงงานไม่ดี จึง
ประสบสภาวะขาดทุน หรือมีหนี้สินล้นพ้นตัว
ไม่มีใบสั่งสินค้าจากลูกค้า หรือผลิตสินค้าจนล้นตลาดเพราะ นายจ้างบริหารการตลาดไม่ดี ผลิตสินค้าไม่ได้คุณภาพหรือขายแพงเกินไป
2. นายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการ
ซึ่งต้องพิเคราะห์ ภาวะความจำเป็นของนายจ้างว่าถึงขนาดต้อง หยุดกิจการหรือไม่ ถ้ามีมูลเหตุจำเป็น ถึงขนาดต้องหยุดกิจการและนายจ้างยังสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ จะอ้างมาตรา 75 เพื่อหยุดกิจการโดยจ่ายเงินช่วยเหลือให้ลูกจ้างไม่น้อยกว่า 50% ของค่าจ้างไม่ได้
3. การหยุดกิจการชั่วคราวต้องมีช่วงหยุดที่กำหนดได้แน่นอน
ซึ่งขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของเหตุจำเป็นนั้น จะผ่อนคลายหรือสิ้นสุดลง และกลับเข้าสู่ภาวะปกติเมื่อใดย่อมหยุดกิจการได้ เพียงเท่าช่วงเวลานั้นแล้วต้องเปิด ให้มีการทำงานตามปกติ การที่นายจ้างลดกำลังการผลิตให้น้อยลงกว่าปกติ แต่ยังสามารถทำการผลิตได้อยู่ กรณีอาจไม่เข้าข่ายการหยุดกิจการชั่ว คราว ตามมาตรา 75 และถ้านายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างในวันที่หยุดการทำงาน หรือจ่ายให้น้อยกว่าค่าจ้างที่ได้รับอยู่ อาจเข้าข่ายผิดสัญญาจ้าง หรือเป็นการเปลี่ยนแปลงข้อตกลง เกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณ ซึ่งต้อง ทำความตกลงหรือได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อน จึงจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ มิเช่นนั้นจะไม่มีผลบังคับและต้องผูกพันต่อไปตามสภาพการจ้างเดิม
4. การหยุดกิจการชั่วคราวนั้น ต้องเป็นการหยุดกิจการทั้งหมดหรือหยุดบางส่วน
เช่น หยุดการทำงานของหน่วยผลิตทั้งหมด ถ้ายังมีการเปิดการทำงานตามปกติ แต่หยุดการทำงานของเครื่องจักรบางเครื่อง หรือให้ลูกจ้างบางคนใน หน่วยงานเดียวกันทำงานต่อไป ขณะที่ให้ลูกจ้างบางคนหยุดงานก็ดี หรือหยุดการผลิตของหน่วยงานบางสาขา ขณะที่สาขาอื่นยังมีการผลิตอยู่ ทั้งที่ในทางปฏิบัติมีการกระจายการผลิตให้สาขาต่างๆ ก็ดี แม้นายจ้างจะจ่ายเงินช่วย เหลือให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่า 50% ของค่าจ้างก็ตามกรณีดังกล่าว อาจไม่เข้าข่ายการหยุดกิจการทั้งหมดหรือแต่บางส่วน แต่อาจเป็นเรื่องการเลือกปฏิบัติและเป็นการผิดสัญญาจ้าง ซึ่งลูกจ้างจะได้รับความคุ้มครองเรื่องค่าจ้าง เต็มจำนวน
5. ในกรณีที่นายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมด หรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว ด้วยเหตุที่มิใช่เหตุสุดวิสัยแล้ว
นายจ้างมีหน้าที่ต้อง จ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่า 50% ของ ค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของลูกจ้างในการดำรงชีพ ขณะที่ต้องขาดรายได้และเพื่อให้ลูกจ้างได้เตรียมสภาพความพร้อมต่อ สภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลง และเพื่อธำรงไว้ซึ่งสัมพันธภาพที่ดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้างต่อไป และลดปัญหาข้อขัดแย้งหรือการผละงาน ตลอดจนให้พนักงานตรวจแรงงานได้มีโอกาสหามาตรการในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ของ สถานประกอบกิจการ นายจ้างควรจักได้แจ้งการหยุดกิจการต่อลูกจ้าง และพนักงานตรวจแรงงาน ล่วงหน้า 7 วัน ก่อนเริ่มหยุดกิจการเป็นอย่างน้อย
อนึ่ง การจ่ายเงินช่วยเหลือตามมาตรา 75 เป็นเพียงมาตรฐานขั้นต่ำ ดัง นั้นไม่ว่ากรณีจะเข้าข่ายมาตรา 75 หรือไม่ก็ตาม ทางออกที่เหมาะสมคือ การใช้กระบวนการแรงงานสัมพันธ์ในการร่วมปรึกษาหารือระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง เพื่อทำความเข้าใจหรือการให้ลูกจ้างได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา เพื่อให้เรื่องยุติลงด้วยการยอมรับและความเต็มใจของทั้งสองฝ่าย ก่อนการใช้ทางเลือกอื่นที่เข้มงวดและไม่สร้างเสริมสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน
จึงชี้แจงมาเพื่อทราบและขอความ ร่วมมือในการปฏิบัติโดยทั่วกัน
กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม
14 ธันวาคม 2541
คัดจากหนังสือบริการทอง ฉบับที่ 221 ประจำวันที่ 25 ก.ย. - 1 ต.ค. 2542