ค่าตอบแทนที่เท่าเทียมกันของคนงานชายและหญิง
อาจารย์เอก
อนุสัญญาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศฉบับที่ 100
เรื่อง "ค่าตอบแทนที่เท่าเทียมกันของคนงานชายและหญิง"
อนุสัญญาขององค์การแรงงานระหว่าง ประเทศ (International Labour Organization/ILO) ฉบับนี้เป็นอนุสัญญาฉบับที่ 100 เรื่องค่าตอบแทนที่เท่าเทียมกันของคนทำงานชายและหญิง ซึ่งทำงานที่มีค่าเท่ากัน (Convention Concerning Equal Remuneration for men and women workers for work of Equal Value) มีผลใช้บังคับมาตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2496 (ค.ศ. 1953)
ที่ประชุมใหญ่ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ โดย คณะผู้ประศาสน์การ (Governing body) และสำนักงานแรงงานระหว่างประเทศได้จัดขึ้น ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นการประชุมใหญ่สมัยที่ 34 เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2494 (1951) และที่ประชุมได้ ตกลงที่จะรับข้อเสนอเกี่ยวกับ หลักการค่าตอบแทน ที่เท่าเทียมกัน สำหรับคนทำงานชายและหญิงซึ่งทำงานที่มีค่าเท่ากัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ 7 ในระเบียบวาระของสมัยประชุมและได้กำหนดไว้ว่า ข้อเสนอเหล่านี้จะต้องอยู่ในรูป ของอนุสัญญาระหว่างประเทศ
ที่ประชุมจึงได้มีมติ เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2494 (ค.ศ. 1951) รับรองอนุสัญญาฉบับนี้ ซึ่งต่อไปนี้เรียก ว่าอนุสัญญาว่าด้วยค่าตอบแทนที่เท่าเทียมกัน ค.ศ. 1951 (Equal Remuneration Convention, 1951)
ความหมายและคำนิยามศัพท์
ในอนุสัญญาฉบับนี้ คำว่า
(1) ค่าตอบแทน หมายความว่า เงินเดือน ค่า จ้างพื้นฐานหรือขั้นต่ำ ค่าจ้างปกติและรวมถึงรายได้ที่ได้เพิ่มขึ้นไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นเงินสด หรือสิ่งของ โดยนายจ้างจ่ายให้แก่คนทำงานที่เป็นลูกจ้าง และเนื่องจากการทำงานของลูกจ้าง
(2) ค่าตอบ แทนเท่ากันสำหรับ คนทำงานชายและหญิงซึ่งทำงานที่มีค่าเท่ากัน หมายความว่า อัตราค่าตอบแทนที่กำหนดขึ้นโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ อันเนื่องจากความแตกต่างทางเพศ
วิธีการใช้บังคับ
โดยให้เลือกใช้วิธีการที่เหมาะสม กับวิธีการที่ใช้อยู่ในการกำหนดอัตราค่าตอบแทน ประเทศสมาชิกจะต้องให้หลักประกัน แก่การบังคับใช้หลักการค่าตอบแทนเท่ากัน สำหรับ คนทำงานชายและหญิง ที่ทำงานมีค่าเท่ากัน โดยการบังคับใช้กับคนทำงานทุกคน และหลักการนี้อาจจะใช้บังคับโดยวิธีการต่อไปนี้
1. กฎหมายหรือกฎระเบียบของประเทศ (ตราเป็นกฎหมาย)
2. ข้อบังคับการทำ งานที่ได้จดทะเบียน สำหรับการกำหนดค่าจ้าง
3. ข้อตกลงร่วมระหว่างนายจ้างและลูกจ้างหรือ
4. โดยวิธีการต่างๆ เหล่านี้รวมกัน
หลักการที่ต้องปฏิบัติ
1. ต้องดำเนินมาตรการเพื่อส่งเสริมการประเมินผลงานอย่างเที่ยงธรรม โดยยึดผลงานที่ทำเป็นหลัก และคู่กรณีของคู่สัญญาข้อตกลงร่วมเป็นผู้กำหนดวิธีการ
2. กรณีที่จะกำหนดค่าตอบแทนต่างกัน ระหว่างคนทำงาน โดยไม่คำนึงถึงเพศ จะต้องให้สัมพันธ์กับความแตกต่างในผลงานที่ต้องปฏิบัติด้วย (หมายความว่างานต่างกัน ค่า ตอบแทนต่างกันได้)
3. การประเมินผลงานต้องเป็นการประเมิน อย่างเป็นธรรมและใน กรณีงานต่างกัน ค่าตอบแทนต่างกันได้โดยไม่คำนึงว่าเป็นเพศใดนั้น ไม่ขัดต่อหลักการว่าด้วยค่าตอบแทนที่เท่ากัน ของคนทำงานชายและหญิงที่ทำงานมีค่าเท่ากัน
4. ประเทศสมาชิกต้องร่วมมือกับองค์การนายจ้าง และ องค์การลูกจ้างให้เข้าร่วมในการดำเนินการให้เกิดผลในทางปฏิบัติตามอนุสัญญาฉบับนี้
การให้สัตยาบันและผลผูกพันกับอนุสัญญา
1. เมื่อ ประเทศสมาชิกได้ให้สัตยาบัน (Ratification) อนุสัญญาอย่างเป็นทางการนั้น จะต้องแจ้งให้ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานแรงงานระหว่างประเทศเพื่อจดทะเบียน
2. อนุสัญญาฉบับนี้จะผูกมัดและเป็นพันธกรณีต่อประเทศ สมาชิก ที่ให้สัตยาบันและจดทะเบียนไว้กับผู้อำนวยการใหญ่แล้วเท่านั้น
3. อนุสัญญาฉบับนี้จะมีผลใช้บังคับหลังจากวันที่การให้สัตยาบันของ 2 ประเทศสมาชิกได้รับการจดทะเบียนไว้กับผู้อำนวยการใหญ่ผ่านไปแล้ว 12 เดือน
4. ประเทศสมาชิกซึ่งได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาฉบับนี้แล้ว อาจจะประกาศบอกเลิกได้ ภายหลังระยะเวลาล่วงแล้ว 10 ปี นับจากวันที่ อนุสัญญาฉบับนี้มีผลใช้บังคับเป็นครั้งแรก โดยการแจ้งต่อผู้อำนวยการใหญ่ เพื่อการ จดทะเบียน การประกาศบอกเลิกดังกล่าวจะไม่มีผลจนกว่าจะครบ 1 ปี หลังจากวันที่จดทะเบียน
5. ประเทศสมาชิกใดซึ่งได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาฉบับนี้ และไม่ได้ใช้สิทธิในการบอกเลิกอนุสัญญาเมื่อครบกำหนด 10 ปี ดัง กล่าวข้างต้น จะต้องมีผลผูกพันต่อไปอีกเป็นระยะเวลา 10 ปี และหลังจากนั้นอาจจะบอกเลิกอนุสัญญาฉบับนี้ได้ เมื่อครบกำหนดทุกๆ 10 ปี
6. ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานแรงงานระหว่างประเทศจะแจ้ง ให้ประเทศสมาชิก ทั้งหมดขององค์การแรงงานระหว่างประเทศทราบ ถึงการจดทะเบียนการให้สัตยาบันและการบอกเลิกอนุสัญญาทุกๆ ครั้งที่ประเทศสมาชิกต่างๆ ได้แจ้งไป
7. ในการแจ้งให้ประเทศสมาชิกต่างๆ ทราบถึงการจดทะเบียนการ ให้สัตยาบัน รายที่สอง ที่ได้รับแจ้งมา นั้น ผู้อำนวยการใหญ่จะแจ้งให้ประเทศสมาชิกทราบถึงวันที่อนุสัญญาฉบับนี้จะเริ่มมีผลใช้บังคับด้วย
8. ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานแรงงานระหว่างประเทศ จะแจ้งให้ เลขาธิการสห ประชาชาติทราบรายละเอียดของการให้สัตยาบัน และการบอกเลิกทั้งหมด ที่ผู้อำนวยการใหญ่จดทะเบียนไว้ตามบทบัญญัติ เพื่อจดทะเบียนตามความในมาตรา 102 ของกฎบัติสหประชาชาติ
ตัวบทอนุสัญญา ฉบับนี้ทั้งที่เป็นภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสมีผลใช้บังคับเท่าเทียมกัน
อนุสัญญาฉบับที่ 100 เรื่องค่า ตอบแทนที่เท่าเทียมกันของคนทำงานชายและหญิงซึ่งทำงานที่มีค่าเท่ากัน ซึ่งมีผลใช้บังคับมาตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม ค.ศ. 1953 (พ.ศ. 2496) เมื่อนับระยะเวลาถึง ค.ศ. 1996 (พ.ศ. 2539) มีประเทศสมาชิกองค์การแรงงานระหว่างประเทศรวมทั้งสิ้น 172 ประเทศ ได้ให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาฉบับนี้ถึง 124 ประเทศ
สำหรับประเทศในภูมิภาคเอเชีย ด้วยกันมีทั้งสิ้น 8 ประเทศ ได้แก่ จีน เนปาล ฟิลิปปินส์ มองโกเลีย ญี่ปุ่น อินเดีย อินโดนีเซีย และศรีลังกา
สำหรับประเทศไทยนั้น ได้ข่าวว่าจะให้สัตยาบันอนุสัญญาฉบับนี้ เช่นเดียวกันในปีที่ผ่านมาไม่ทราบว่า ความจริงเป็นประการใด ท่านผู้อ่าน จะยืนยันได้ว่า เรื่องราวข่าวคราวที่มีความสำคัญเช่นนี้รัฐบาลได้แจ้งหรือสื่อ ให้พี่น้องประชาชนได้ทราบกันอย่างทั่วถึงมากน้อยเพียงใด
คัดจาก หนังสือบริการทอง ฉบับที่ 215 ประจำวันที่ 14 - 20 ส.ค. 2542