| เรื่อง |
กฏหมายฉบับเก่า |
พ.ร.บ.
แรงงาน 2541 (ฉบับใหม่) |
| 1.ขอบเขตการใช้บังคับ |
ใช้บังคับกับกิจการที่แสวงกำไรใน ทางเศรษกิจ ยกเว้น
ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือกิจการอื่นตามที่กำหนด |
คงหลักการเดิมตาม ม. 4 |
| 2.นายจ้าง |
1. ผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่าย ค่าจ้างให้
2. ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนนายจ้าง
3. กรณีนิติบุคคล หมายความรวมถึง ผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล
ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจ กระทำการแทนนิติบุคคลให้ทำการแทน |
เพิ่มเติมกรณีเจ้าของกิจการได้จ้างเหมาค่าแรง ให้ถือว่าเจ้าของกิจการเป็นนายจ้างของลูกจ้าง
ที่ผู้รับเหมาค่าแรงจัดหามาด้วย (ม.5) |
| 3. ลูกจ้าง |
คือ ผู้ซึ่งตกลงทำงาน ให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างแต่ ไม่รวมถึงลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับงานบ้าน |
ให้รวมถึงลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับงานบ้านด้วย (ม.5) |
| หมวด
1 บททั่วไป |
| 4. เงินประกัน |
--------- |
1. ห้ามเรียกเงินประกันการทำงานหรือความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง
ยกเว้นลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวกับ การเงิน หรือทรัพย์สินของนายจ้างซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้าง
ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด เมื่อนายจ้างเลิกจ้างหรือลูกจ้างลาออก
หรือสัญญาประกันสิ้นสุดอายุ ให้นายจ้างคืนเงิน ประกันพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างภายใน
7วัน (ม.10)
2. ห้ามเรียกหรือรับเงินประกันจากลูกจ้างเด็ก (ม.49) |
| 5. บุริมสิทธิในค่าจ้าง และเงินต่างๆ |
ป.พ.พ. ม.253, ม.257 บัญญัติเฉพาะหนี้ค่าจ้างเป็นหนี้บุริมสิทธิสามัญ
ในลำดับ 4 ต่อจากค่าภาษีอากร ซึ่งอยู่ลำดับ 3 |
หนี้ทุกประเภทตาม พ.ร.บ. อยู่ในลำดับเดียวกับหนี้ภาษีอากร (ม.11) |
| 6. รับเหมาช่วง |
ผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปจากผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้าง ตลอดสายจนถึงผู้รับเหมาชั้นต้น
ร่วมรับ ผิดทางแพ่งกับนายจ้างในหนี้เงินค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าชดเชยที่ต้อง
จ่ายให้แก่ลูกจ้างในฐานะลูกหนี้ร่วม |
คงเดิม (ม.12) |
| 7. การเปลี่ยนตัวนายจ้าง |
ป.พ.พ. ม.577 บัญญัติว่า นายจ้างโอนสิทธิของตนให้แก่บุคคลภายนอกก็ได้
เมื่อลูกจ้างยินยอมพร้อมใจด้วย |
การเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้างไม่ว่าด้วยเหตุใด ลูกจ้างมีสิทธิต่อนายจ้างเดิมอย่างไร
ให้ลูกจ้างมีสิทธิเช่นนั้นต่อไป โดยให้นายจ้างใหม่รับไปทั้งสิทธิและหน้าที่อันเกี่ยวกับลูกจ้างนั้นทุกประการ
(ม.13) |
| 8. การบอกกล่าวล่วงหน้า |
ตาม ป.พ.พ. ม.581 ม.582
1. สัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างแน่นอนสัญญาจะสิ้นสุด เมื่อครบกำหนดระยะเวลา
ในสัญญาจ้าง
2. สัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา นายจ้างหรือลูกจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างได้โดยบอกกล่าว
ล่วงหน้าต่ออีกฝ่ายหนึ่งอย่างน้อย 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง สำหรับนายจ้างเมื่อบอกกล่าวล่วงหน้าแล้ว
จะให้ลูกจ้างออกจากงานเลยก็ได้ แต่ต้องจ่ายค่าจ้างครบจำนวนที่ต้องจ่าย
จนถึงเวลาเลิกสัญญา ตามกำหนดที่บอกกล่าวไว้ |
นำหลักการดังกล่าวมากำหนดใน ม.17 และตามมาตรา 14 กำหนดให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างให้ถูกต้องตามสิทธิและหน้าที่ที่กำหนดใน
ป.พ.พ. เว้นแต่ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
การบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรา 17 ต้องทำเป็นหนังสือแจ้งให้ฝ่ายหนึ่งทราบ
ถ้านายจ้างเป็นฝ่ายบอกกล่าวล่วงหน้า ต้องระบุเหตุผลในการเลิกจ้าง
มิฉะนั้นจะ ยกเหตุยกเว้นการจ่ายค่าชดเชย ตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้ |
| 9. การปฏิบัติที่เท่าเทียม กัน |
---------- |
ให้นายจ้างปฏิบัติต่อ ลูกจ้างชายและหญิงเท่าเทียมกันในการจ้างงาน
เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพของงานไม่อาจปฏิบัติเช่นนั้นได้ (ม.15) |
| 10. การล่วงเกินทางเพศ |
---------- |
ห้ามนายจ้าง หรือหัวหน้างาน ผู้ควบคุมงาน หรือผู้ตรวจงาน ล่วงเกินทางเพศต่อลูกจ้างหญิงหรือเด็ก
(ม.16) |
| 11. การคุ้มครองพิเศษในกิจการบางประเภท |
---------- |
กำหนดการคุ้มครองเป็นพิเศษแก่ลูกจ้างในกิจการบางประเภท
ที่มีสภาพการจ้าง สภาพการทำงานแตกต่างจากกิจการทั่วไป เช่น งานเกษตรกรรม
กิจการประมงทะเล กิจการ บรรทุกหรือขนถ่ายสินค้าเรือเดินทะเล งานที่รับไปทำที่บ้าน
งานขนส่ง และงานอื่นตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา โดยให้อำนาจรัฐมนตรี
ออกกฏกระทรวง (ม.22) |
| หมวด
2 การใช้แรงงานทั่วไป |
| 12. เวลาทำงานปกติ |
กำหนดตามประเภทงาน (งานอุตสาหกรรมไม่เกิน 48ชั่วโมง / สัปดาห์,
งาน ขนส่งไม่เกิน 8 ชั่วโมง / วัน, งานอันตรายไม่เกิน 42 ชั่วโมง
/ สัปดาห์, งานพาณิชกรรมหรืองานอื่นไม่เกิน 54 ชั่วโมง / สัปดาห์ |
ทุก ประเภทงานไม่เกิน 8 ชั่วโมง / วัน และไม่เกิน 48 ชั่วโมง /
สัปดาห์ เว้นงานอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยไม่เกิน 7 ชั่วโมง
/ วัน และไม่เกิน 42 ชั่วโมง / สัปดาห์ (ม.23) |
| 13. การทำงานล่วงเวลา |
ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง แต่ถ้าเป็นงานที่ ต้องทำติดต่อกันไป
ถ้าหยุดจะเสียหายแก่งานหรือเป็นงานฉุกเฉิน นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาได้เท่าที่จำเป็น |
คงเดิม (ม.24) |
| 14. การทำงานในวันหยุด |
ต้องได้ รับความยินยอมจากลูกจ้าง และชั่วโมงทำงานล่วงเวลา ชั่วโมงทำงานในวันหยุด
รวมแล้วต้องไม่เกิน 24 ชั่วโมง / สัปดาห์ ถ้าเป็นงานซึ่งต้องทำติดต่อกันไป
ถ้าหยุดจะเสียหายแก่งานหรือเป็นงานฉุกเฉิน หรือกิจการโรงแรม สถานมหรสพ
งานขนส่ง ร้านขายอาหาร ร้านขายเครื่องดื่ม สโมสร สมาคม สถานพยาบาล
นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุดได้เท่าที่จำเป็น |
1. ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง เว้นงานที่ต้องทำติดต่อกันไปถ้าหยุดจะเสียหายแก่งานและงานฉุกเฉิน
นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุดได้เท่าที่จำเป็น (ม.25)
2. ชั่วโมงทำงานล่วงเวลาและชั่วโมงทำงาน ในวันหยุด ในงานทุกประเภทรวมแล้วไม่เกินที่กำหนดในกฎกระทรวง
เว้นงานซึ่งต้องทำติดต่อกันไปและงานฉุกเฉิน นายจ้างสั่งให้ทำได้เท่าที่จำเป็น
โดยไม่มีข้อจำกัดชั่วโมงทำงานขั้นสูงไว้ (ม.26)
3. ห้ามทำงานล่วงเวลา และในวันหยุด ในงานที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้าง
(ม.31) |
| 15. เวลาพัก |
ไม่น้อยกว่าวันละ 1 ชั่วโมง |
ไม่น้อยกว่าวันละ 1 ชั่วโมง แต่ถ้าทำ งานล่วงเวลาต่อไม่น้อยกว่า
2 ชั่วโมง ต้องให้ลูกจ้างพักก่อนทำงานล่วงเวลาไม่น้อยกว่า 20 นาที
เวลาพักไม่ให้นับรวมเป็นเวลาทำงาน แต่ถ้าพักเกินวันละ 2 ชั่วโมง
ให้นับเวลาพักส่วนที่เกิน 2 ชั่วโมง เป็นเวลาทำงานปกติ (ม.27) |
| 16. วันหยุด |
|
|
| (1) วันหยุด ประจำสัปดาห์ |
ไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 1 วัน |
คงเดิม (ม.28) |
| (2) วันหยุดตามประเพณี |
1. ไม่น้อย กว่าปีละ 13 วัน โดยรวมวันแรงงานแห่งชาติ
2. ถ้าวันหยุดตามประเพณีตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ ให้หยุดชดเชยตามประเพณีในวันทำงานถัดไป |
1. ไม่น้อยกว่าปีละ
13 วัน โดยรวมวันแรงงานแห่งชาติ
2. คงเดิม
3. วันหยุดตามประเพณี ให้กำหนดจากวันหยุดราชการประจำปี วันหยุดทางศาสนาหรือขนบธรรมเนียมประเพณีแห่ง
ท้องถิ่น
4. ถ้าลักษณะหรือสภาพของงานไม่อาจให้ลูกจ้างหยุดตามประเพณีได้
ให้นายจ้างตกลงกับลูกจ้างว่าจะหยุดในวันอื่นชดเชย หรือนายจ้างจะจ่ายค่าทำงานในวันหยุดให้ก็ได้
(ม.29) |
| (3) วันหยุดพักผ่อนประจำปี |
เมื่อลูกจ้างทำงานติดต่อกันมา แล้วครบ 1 ปี จะมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีไม่น้อยกว่า
6 วันทำงาน/ปี |
คงเดิม (ม.30) |
| 17. วันลา |
|
|
| (1) วันลาป่วย |
ไม่น้อยกว่า 30 วันทำงาน/ปี โดยได้รับค่าจ้าง |
1. ลูกจ้างมีสิทธิลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง
2. การหยุดงานเพราะประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน และวันลาเพื่อคลอดบุตร
ไม่ถือเป็นวันลาป่วย (ม.32)
3. ได้รับค่าจ้างไม่เกิน 30 วันทำงาน/ปี (ม.58 วรรคหนึ่ง) |
| (2) วันลาเพื่อทำหมัน |
---------- |
ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อทำหมันและหยุดงานได้ตามที่แพทย์กำหนดและออกใบรับรอง
(ม.32) โดยได้รับค่าจ้างในวันลาตาม (ม.57 วรรคสอง ) |
| (3) วันลากิจ |
---------- |
มีสิทธิลากิจตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน (ม.34) |
| (4) วันลาเพื่อรับราชการทหาร |
ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อรับราชการทหาร ในการเรียกพลเพื่อ ตรวจสอบ
เพื่อฝึกวิชาทหาร หรือเพื่อทดลองความพรั่งพร้อมโดยได้รับค่าจ้างไม่เกิน
60 วัน/ปี |
คงเดิม (ม.35, ม.58) |
| (5) ลาอบรมหรือพัฒนาความรู้ความสามารถ |
---------- |
ลูกจ้างมีสิทธิลาฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้ความสามารถ ตามที่กำหนดในกฎกระทรวงตาม
(ม. 36) |
| 18. พิกัดน้ำหนักการยกของ |
คุ้ม ครองเฉพาะลูกจ้างหญิงและเด็ก |
คุ้มครองลูกจ้างชายด้วย โดยกำหนดห้ามนายจ้างให้ลูกจ้างทำงาน ยก
แบก หาม หาบ ทูน ลาก หรือ เข็นของหนัก เกินอัตราน้ำหนักที่กำหนดในกฎกระทรวง
(ม.37) |
| หมวด
3 การใช้แรงงานหญิง |
| 19. งานห้ามหญิงทำ |
ห้ามให้ลูกจ้างหญิงทำงาน ดังต่อไปนี้
1. งานทำความสะอาดเครื่องจักรหรือเครื่องยนต์ขณะเครื่องจักร หรือเครื่องยนต์กำลังทำงาน
2. งานที่ต้องทำบนนั่ง ร้านที่สูงกว่าพื้นดินตั้งแต่ 10 เมตรขึ้นไป
3. งานใช้เลื่อยวงเดือน
4.งานผลิตหรือขนส่งวัตถุระเบิดหรือวัตถุไวไฟ
5. งานเหมืองแร่ที่ต้องทำใต้ดิน
6. งานอื่นตามที่กระทรวงมหาดไทยจะได้กำหนด |
ห้ามใช้ลูกจ้างหญิงทำงานต่อไปนี้
1. งานเหมืองแร่ หรืองานก่อสร้างที่ต้องทำใต้ดินใต้น้ำ ในถ้ำ
ในอุโมงค์ หรือปล่องในภูเขา เว้นแต่ลักษณะ ของงานไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
หรือ ร่างกายของลูกจ้างนั้น
2. งานที่ทำต้องทำบนนั่งร้านที่สูงกว่าพื้นดินตั้งแต่ 10 เมตรขึ้นไป
3. งานผลิตหรือขนส่งวัตถุระเบิดหรือวัตถุไวไฟ
4. งานอื่นตามที่กำหนดในกฎ กระทรวง (ม.38) |
| 20. งานห้ามของหญิงมีครรภ์ |
---------- |
ห้ามให้ลูกจ้างหญิงมีครรภ์ทำงานระหว่าง 22.00 น. -06.00 น. ทำ
งานล่วงเวลา ทำงานในวันหยุด หรืองานห้ามตามที่กำหนด (ม.39) |
| 21. วันลาเพื่อคลอดบุตร |
ลูกจ้างหญิงมีสิทธิลาเพื่อคลอดบุตรครั้งหนึ่งไม่เกิน 90 วัน นับรวมวันหยุด
โดยได้รับค่าจ้างไม่เกิน 45 วัน |
คงเดิม (ม.41, ม.59) |
| 22. ห้ามเลิกจ้างหญิงมีครรภ์ |
---------- |
ห้ามเลิกจ้างหญิงเพราะเหตุมีครรภ์ (ม.43) |
| หมวด
4 การใช้แรงงานเด็ก |
| 23. อายุขั้นต่ำของลูกจ้างเด็ก |
ห้ามจ้าง เด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีเข้าทำงาน |
ห้ามจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเข้าทำงาน (ม.44) |
| 24. การกำกับดูแลการจ้างเด็ก |
ให้นายจ้างรายงานการจ้างลูกจ้างเด็กในรอบปี ต่อ พนักงานตรวจแรงงานภายในเดือนมกราคมของปีถัดไป |
การจ้างลูกจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี นายจ้างต้องปฏิบัติดังนี้
1. แจ้งการ จ้างเด็กต่อพนักงานตรวจแรงงานภายใน 15 วัน นับแต่วันที่เด็กเข้าทำงาน
2. ทำบันทึกสภาพการจ้างที่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยเก็บไว้
ณ สถานประกอบการหรือสำนักงานของนายจ้าง พร้อมให้พนักงานตรวจแรงงาน
ตรวจได้ในเวลาทำการ
3. แจ้งการสิ้นสุดการจ้างเด็กต่อพนักงานตรวจแรงงานภายใน 7 วัน
นับแต่วันที่เด็กออกจากงาน
ทั้งนี้ ตามแบบที่อธิบดีกำหนด (ม.45) |
| 25. เวลาพักของลูกจ้างเด็ก |
ใช้ตามข้อ 15 |
เมื่อเด็กทำงานมาแล้วไม่เกิน 4 ชั่วโมง ต้องพักไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง
และใน 4 ชั่วโมง ต้องจัดเวลาพักน้อยตามที่นายจ้างกำหนดอีกด้วย (ม.46) |
| 26. งานห้ามเด็กทำ |
1. ห้ามให้เด็กอายุ 13 ปีแต่ไม่ถึง 15 ปี ทำงานในวันหยุด ทำงานล่วงเวลา
หรือทำงานระหว่าง 22.00-06.00 น.
2. ห้ามให้เด็กอายุ 13 ปีแต่ไม่ถึง 18 ปี ทำงานบางประเภท ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของเด็ก
รวมตลอดถึงในบางสถานที่ซึ่งล่อแหลมต่อ ความเสื่อมทรามทางศีลธรรม |
คงข้อห้ามเดิม แต่แก้ไขอายุเด็ก โดยห้ามใช้ลูกจ้างเด็กอายุต่ำกว่า
18 ปี ทั้ง 1 และ 2 (ม.47 - ม.50) |
| 27. การคุ้มครองค่าจ้างเด็ก |
ถ้านาย จ้างจ่ายเงินล่วงหน้าให้แก่ลูกจ้างเด็ก บิดามารดา หรือผู้ปกครองของลูกจ้างเด็ก
มิให้ถือว่าเป็นการจ่ายหรือรับค่าจ้างสำหรับลูกจ้างเด็กนั้น และจะนำมาหักจากค่าจ้างที่ต้องจ่ายตามกำหนดเวลาไม่ได้ |
คงเดิม (ม.51) |
| 28. การพัฒนาเด็ก |
ให้สิทธิลาเข้ารับการฝึกอบรมตามที่อธิบดีกรมสวัสดิการฯ จัด โดยได้รับค่าจ้าง |
ให้สิทธิลาเข้าร่วมประชุม สัมมนา อบรม ฯลฯ ซึ่งจัดโดยองค์กรของรัฐหรือเอกชนที่อธิบดีเห็นชอบ
โดยได้รับค่าจ้าง ปีหนึ่งไม่เกิน 30 วัน (ม.52) |
| หมวด
5 ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลาค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด |
| 29. การคุ้มครองค่าตอบแทนในการทำงาน |
1. ทำงานอย่าง เดียวกันได้รับค่าตอบแทนเท่ากัน
2. จ่ายเป็นเงินตราไทย
3. จ่าย ณ สถานที่ทำงานของลูกจ้าง เว้นแต่ลูกจ้างยินยอมให้จ่าย
ณ สถานที่อื่น
4. จ่ายไม่น้อยกว่าเดือนละ 1 ครั้ง |
คงเดิม (ม.53
- ม.55, ม.70) |
| 30. ค่าล่วงเวลาในวัน ทำงาน |
1. 5 เท่าของค่าจ้างปกติต่อชั่วโมง |
คงเดิม (ม.61) |
| 31.ค่าทำงานในวันหยุด |
1. จ่ายเพิ่ม 1 เท่าของค่าจ้าง สำหรับลูกจ้างซึ่งมีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุด
2. จ่ายไม่น้อยกว่า 2 เท่าของค่าจ้าง สำหรับลูกจ้างซึ่งไม่มีสิทธิ์ได้รับค่าจ้างในวันหยุด |
คงเดิม (ม.62) |
| 32. ค่าล่วงเวลาในวันหยุด |
3 เท่าของค่าจ้างปกติต่อชั่วโมง |
คงเดิม (ม.63) |
| 33. การจ่ายเงินทดแทนกรณีไม่จัดวันหยุด |
---------- |
ถ้านายจ้างไม่จัดวันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณีหรือวันหยุดพักผ่อนประจำปี
ให้แก่ลูกจ้างหรือจัดให้แต่ไม่ครบ ให้นาย จ้างจ่ายค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุดทดแทนให้แก่ลูกจ้าง
(ม.64) |
| 34. การหยุดกิจการชั่ว คราว |
---------- |
ถ้านายจ้างจำเป็น ต้องหยุดกิจการชั่วคราว โดยเหตุซึ่งมิใช่เหตุสุดวิสัย
ให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้าง 50% ของค่าจ้าง ตลอดเวลาที่ไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงาน
และต้องแจ้งให้ลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงานทราบล่วงหน้าก่อนวันเริ่มหยุดกิจการ
(ม.75) |
| 35. การหักหนี้ |
การจ่าย ค่าตอบแทนในการทำงาน นายจ้างจะนำหนี้อื่นมาหักไม่ได้ |
ห้ามนายจ้างหักหนี้ เว้นแต่เป็นการหักเงิน 5 กรณีที่กำหนดไว้ ซึ่งแต่ละ
กรณีจะหักได้ไม่เกิน 10% รวมทุกกรณีไม่เกิน 1 ใน 5 ของเงินที่ลูกจ้างได้รับแต่ละงวด
ถ้าหักเกินกว่านี้ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง ยกเว้นการหักหนี้ตาม
(1) เช่น หนี้ภาษีอากรไม่ได้กำหนดวงเงินไว้ (ม.76) |
| หมวด
6 คณะกรรมการค่าจ้าง |
| 36. คณะกรรมการค่าจ้าง |
1. ปรับปรุงโครงสร้างคณะ กรรมการค่าจ้างเป็น 2 คณะ คือ คณะกรรมการค่าจ้างกลาง
และคณะกรรมการค่าจ้างจังหวัด เป็นองค์กรไตรภาคี
2. อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ มี 2 ระดับ คือ
ก. อัตราค่าจ้างขั้นต่ำพื้นฐาน ซึ่งคณะกรรมการค่าจ้างกลาง กำหนดเพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ
ข. อัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ลูกจ้างควรได้รับตามความเหมาะสมแก่สภาพทางเศรษฐกิจและสังคมในแต่ละท้องที่
โดยคณะกรรมการค่าจ้างจังหวัดกำหนดในเขต จังหวัดของตน โดยความเห็นชอบจากคณะกรรมการค่าจ้างกลาง
และคณะกรรมการค่าจ้างกำหนดในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดอื่นที่รัฐมนตรีมอบหมายในฐานะคณะกรรมการค่าจ้างจังหวัด
ถ้าไม่มีการกำหนดอัตราค่า จ้างขั้นต่ำในจังหวัดใด ให้ถืออัตราค่าจ้างขั้นต่ำพื้นฐานเป็นค่าจ้างขั้นต่ำของจังหวัดนั้น |
1. คณะกรรมการค่าจ้างมีคณะเดียวและ ให้อำนาจคณะกรรมการค่าจ้างแต่งตั้งคณะอนุกรรมการอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ
และคณะอนุกรรมการอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของแต่ละจังหวัด (ม.78, ม.79,
ม.84)
2. อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ มี 2 ระดับ คือ
ก. อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ พื้นฐาน ซึ่งคณะกรรมการค่าจ้างกำหนดเพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ
ข. อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งคณะกรรมการค่าจ้างกำหนดให้ใช้เฉพาะกิจการประเภทใดประเภทหนึ่งหรือทุกประเภท
หรือใน ท้องที่ใดท้องที่หนึ่งก็ได้ ซึ่งมีอัตราไม่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำพื้นฐาน
ถ้าไม่มีการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตาม ข. ในท้องที่ใดให้ถืออัตราค่าจ้างพื้นฐานเป็นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ
(ม.87) |
| หมวด
7 สวัสดิการ |
| 37. สวัสดิการ |
กำหนดให้นายจ้างจัดสวัสดิการเฉพาะปัจจัยพื้นฐาน เช่น น้ำดื่ม ห้องน้ำ
ห้องส้วม ปัจจัยปฐมพยาบาล และการรักษาพยาบาล |
กำหนดให้มีคณะกรรมการสวัสดิการ 2 ระดับ คือ
ก. คณะ กรรมการสวัสดิการแรงงาน ซึ่งเป็นองค์กรระดับชาติระบบไตรภาคี
เพื่อกำหนดนโยบายสวัสดิการระดับชาติ และเสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีในการออกกฎกระทรวง
กำหนดการจัดสวัสดิการในสถานประกอบกิจการ ทั้งที่เป็น การจัดสวัสดิการพื้นฐานและสวัสดิการพิเศษสำหรับบางประเภทกิจการ
ฯลฯ
ข. คณะกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้าง 50 คน
ขึ้นไป เพื่อร่วมประชุมปรึกษาหารือกับนายจ้างเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการใน
สถานประกอบกิจการ และควบคุมดูแลการจัดสวัสดิการที่นายจ้างจัดให้แก่ลูกจ้าง
(ม.92, ม.99) |
| หมวด
8 ความปลอดภัยในการทำงาน |
| 38. ความปลอดภัยในการทำงาน |
กำหนดมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้างตามสาขาอาชีพ โดยออกเป็นประกาศกระทรวงซึ่งว่า
ด้วยการจัดสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยต่อการทำงาน และการจัดอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล |
1. กำหนดให้มีคณะ กรรมการความปลอดภัยระดับชาติเป็นองค์กรไตรภาคี
เพื่อกำหนดทิศทางการบริหารความปลอดภัย (ม.100, ม.101)
2. กำหนดมาตรฐานให้นายจ้างดำเนินการในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย
อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน โดยออกเป็นกฎกระทรวง (ม.103)
3. ให้มีองค์กรเอกชนให้บริการด้านวิชาการและเทคนิคแก่นายจ้าง
ภายใต้การควบคุมของรัฐ (ม.103 วรรคสอง)
4. เพิ่มหลักการให้พนักงานตรวจแรง งาน มีอำนาจสั่งให้นายจ้างปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงาน
จัดหรือแก้ไขเครื่องจักร หรืออุปกรณ์ ให้ถูกต้องตามมาตรฐานที่กำหนด
และให้นายจ้างจ่ายเงินแก่ลูกจ้างเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานขณะที่หยุดงาน
(ม.104, ม. 105, ม.106)
5. การจัดให้มีการตรวจสุขภาพของลูกจ้างตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
และส่งผลการตรวจต่อพนักงานตรวจแรงงาน (ม.107) |
| หมวด
9 การควบคุม |
| 39. การควบคุม |
ให้นายจ้างซึ่งมีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป จัดทำข้อบังคับเกี่ยวกับ
การทำงาน ทะเบียนลูกจ้าง และเอกสารเกี่ยวกับการจ่ายค่าตอบแทนในการทำงานเป็นภาษาไทย
โดยมีรายการตามที่กฎหมายกำหนด |
เพิ่มหลักการโดยให้อธิบดีมีอำนาจสั่งให้นายจ้างแก้ไขข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่ขัดต่อกฎหมายได้
(ม.108 - ม.115) |
| หมวด
10 การพักงาน |
| 40. การพักงาน เพื่อสอบสวนความผิด |
---------- |
1. ห้ามนายจ้างสั่งพักงานเพื่อสอบความผิดของลูกจ้าง เว้นแต่มีข้อบังคับหรือข้อตกลง
กำหนดให้มีการพักงานได้ แต่นายจ้างจะสั่งพักงานได้ไม่เกิน 7 วัน
และต้องจ่ายเงินในช่วงพักงานตามอัตรา ที่กำหนด ซึ่งไม่ต่ำกว่า 50%
ของค่าจ้าง (ม.116)
2. ถ้าผลการสอบสวนปรากฎว่าลูกจ้างไม่ผิด ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างเต็มจำนวนย้อนหลัง
ตั้งแต่วันที่ถูกสั่งพักงานจนถึงวันที่ลูกจ้างกลับเข้าทำงาน (ม.117) |
| หมวด
11 ค่าชดเชย |
| 41. ค่าชดเชย (1) ค่าชด เชย |
ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้าง ซึ่งถูกเลิกจ้างและมีอายุงานครบ
120 วันขึ้นไป ดังนี้
1. อายุงาน 120 วัน - ไม่ครบ 1 ปี จ่ายไม่น้อย กว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย
30 วัน
2. ครบ 1 ปี - ไม่ครบ 3 ปี จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย
90 วัน
3. ครบ 3 ปีขึ้นไป จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน |
เพิ่มค่าชดเชยอีก 2 อัตรา คือ
- อายุงานครบ 6 ปี - ไม่ครบ 10 ปี จ่ายไม่น้อยกว่าค่า จ้างอัตราสุดท้าย
240 วัน
- อายุงานครบ 10 ปีขึ้นไป จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้าง อัตราสุดท้าย
300 วัน (ม.118 วรรคหนึ่ง) |
| (2) ข้อยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย |
1. ลูกจ้างลาออกจากงานเองโดยสมัครใจ
2. ลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน และเลิกจ้างตามกำหนดเวลานั้น
สำหรับงานที่ต้องแล้วเสร็จภายใน 2 ปี โดยนายจ้างและลูกจ้างได้ทำสัญญาเป็นหนังสือไว้ตั้งแต่เมื่อเริ่มจ้าง
และเป็นการจ้างงานใดงานหนึ่งคืองานโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าซึ่งต้องมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่แน่นอน
หรือ งานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่กำหนดการสิ้นสุดหรือความสำเร็จของงาน
หรืองานที่เป็นไปตามฤดูกาลและได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้น
3. ลูกจ้างทำความผิดตามที่กฎหมายกำหนด |
คงเดิมตามข้อ 1. ข้อ 2 (ม.118 วรรคสอง-วรรคสี่) ตามข้อ 3 ความผิด
6 ข้อ (ม.119) มีแก้ไข 2 เรื่อง คือ
1. หนังสือเตือนให้มีผลบังคับไม่เกิน 1 ปี นับ แต่วันที่ลูกจ้างได้กระทำผิด
(เดิมมีผล 1 ปี นับแต่วันที่ลูกจ้างทราบหนังสือเตือน)
2. (6) เพิ่มข้อยกเว้นกรณีได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
ถ้าเป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือ ความผิดลหุโทษ
หากนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างด้วย |
| (3) การหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าชดเชย |
การจ้างลูกจ้างเป็นช่วง ๆ โดยนายจ้างมีเจตนาไม่ให้ลูกจ้างมีสิทธิใดตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน
ไม่ว่านายจ้างจะให้ลูกจ้าง ทำงานหน้าที่ใด จ้างแต่ละช่วงจะห่างกันเท่าใดก็ตาม
ให้นับอายุงานทุกช่วงเข้าด้วยกัน เพื่อประโยชน์ในการรับสิทธิของลูกจ้างนั้น |
คง เดิม (ม.20) |
| (2) ค่าชดเชยพิเศษ
ก.เลิกจ้างลูกจ้างเนื่องจากใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่แทนการใช้แรงงานคน |
ถ้านายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเพราะเหตุที่ปรับปรุง หน่วยงานกระบวนการผลิต
จำหน่าย หรือการบริการ เนื่องจากนำเครื่องจักรมาใช้ เปลี่ยนแปลงเครื่องจ้กรหรือเทคโนโลยี
ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องลดจำนวนลูกจ้าง นายจ้างต้องบอกกล่าวล่วงหน้า
60 วัน และถ้าลูกจ้างนั้นมีอายุงานเกิน 6 ปีให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยพิเศษเพิ่มขึ้นจากค่าชดเชยตาม
(1) ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 15 วัน ต่อการทำงานครบ 1 ปี
แต่รวมแล้วค่าชดเชยพิเศษอัตราสูงสุดต้องไม่เกินค่าจ้างอัตราสุดท้าย360
วัน |
1. คงหลักการเดิมตามกฎหมายปัจจุบัน
(ม.121, ม.122) |
| ข.การย้ายสถานประกอบกิจการ |
---------- |
2. ถ้านายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้งท้องที่อื่นซึ่งมีผลกระทบต่อการดำรงชีพตามปกติของลูกจ้างหรือครอบครัว
นายจ้างต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและถ้า ลูกจ้างไม่ประสงค์ไปทำงานด้วยก็มีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างได้โดยมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษ
50 %ของอัตราค่าชดเชยปกติตามมาตรา 118 (ม.120) |
| หมวด
12 การยื่นคำร้องและการพิจารณาคำร้อง |
| 42. การยื่นคำร้องและการพิจารณาคำร้อง |
ไม่ได้กำหนดไว้ |
เพิ่มหลักการโดยกำหนด
1. ลูกจ้างหรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตาย ที่มีความประสงค์ให้พนักงานตรวจแรงงานดำเนิน
การให้นายจ้างจ่ายเงินต่าง ๆ ที่ค้างจ่ายตามพ.ร.บ.นี้ ต้องยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแห่งท้องที่ที่ลูกจ้างทำงานอยู่
หรือที่นายจ้างมีภูมิลำเนา ตามแบบที่อธิบดีกำหนด แต่ถ้าลูกจ้างหรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้าง
ประสงค์จะนำคดีไปฟ้องศาลแทนการยื่นคำร้องตามมาตรานี้ ลูกจ้างก็ยังมีสิทธิที่จะกระทำได้
2. เมื่อลูกจ้างมายื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน พนักงานตรวจแรงงานต้องสอบสวนข้อเท็จจริง
และมีคำสั่งภายใน 60 วันนับ แต่วันรับคำร้อง แต่ขอขยายระยะเวลาต่ออธิบดีได้ไม่เกิน
30 วัน ถ้าไม่อาจออกคำสั่งได้ภายใน 60 วัน
3. ถ้าเห็นว่าลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงิน พนักงานตรวจแรงงานจะมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างหรือทายาท
โดยธรรม ภายใน 15 วัน โดยจะจ่าย ณ สถานที่ทำงานของลูกจ้าง หรือจ่าย
ณ สำนักงานของพนักงานตรวจแรงงานได้ในกรณีที่ลูกจ้างร้องขอ หรือจ่าย
ณ สถานที่อื่นตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน
4. แต่ถ้าพนักงานตรวจ แรงงานเห็นว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิได้รับเงิน
จะมีคำสั่งและแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ร้องทราบ
5. ถ้าคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่พอใจคำสั่งของพนักงาน ตรวจแรงงาน
ย่อมนำคดีไปสู่ศาลได้ ภายใน 30 วันนับแต่ทราบคำสั่ง ถ้าไม่นำคดี
ไปสู่ศาลภายในกำหนด ให้ถือว่าคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุด
6. ถ้านายจ้างเป็นฝ่ายนำคดีไปสู่ศาล นายจ้างจะต้องวางเงินตามคำสั่งจึงจะฟ้องคดีได้
7. เมื่อคดีถึงที่สุดโดยฝ่ายนายจ้างจะต้องจ่ายเงิน ศาล มีอำนาจสั่งจ่ายเงินที่นายจ้างได้วางไว้ต่อศาล
ให้แก่ลูกจ้างหรือทายาทโดยธรรมได้ (ม.123 - ม.125) |
| หมวด
13 กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง |
| 43. กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง |
ไม่ได้กำหนดไว้ |
เพิ่มหลักการใหม่โดยให้จัดตั้งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างขึ้น ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลัก
2 ประการ คือ
1. เป็นกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของลูกจ้าง
ซึ่งที่มาของเงินจะประกอบด้วยเงินค่าปรับ จากการลงโทษผู้กระทำความผิดตาม
พ.ร.บ. นี้, เงินอุดหนุนจากรัฐบาล, เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้,
เงินดอกผล, เงินกองทุนส่วนนี้มีหลักเกณฑ์การจ่ายตามที่กำหนดในระเบียบ
และเมื่อจ่ายให้แก่ลูกจ้างแล้ว กองทุนจะรับช่วง สิทธิลูกจ้างฟ้องไล่เบี้ยคืนจากนายจ้าง
2. เป็นกองทุนเงินสะสม แหล่งที่มาของเงินได้แก่ เงินสะสมซึ่งหักจากค่าจ้างของลูกจ้าง
และเงินสมทบของนายจ้างในกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป
ซึ่งไม่ได้จัดตั้งกองทุนสำรอง เลี้ยงชีพ หรือจัดให้มีการสงเคราะห์แก่ลูกจ้างในการที่ที่ลูกจ้างออกจากงานหรือตาย
ซึ่งเป็นระบบบังคับและแยกบัญชีต่างหากจากบัญชีเงินตามข้อ 1 โดยเจตนารมณ์เพื่อสร้างหลักประกันในการทำงาน
ป้องกันมิให้มีการย้ายงาน บ่อยครั้ง และเป็นการส่งเสริมระบบการออมทรัพย์ของลูกจ้าง
และกำหนดมาตรการกรณีนายจ้างไม่นำส่งเงินสะสมและเงินสมทบ โดยให้จ่ายเงินเพิ่ม
และการยึด อายัดทรัพย์ของนายจ้าง (ม.126 - ม.138) |
| หมวด
14 พนักงานตรวจแรงงาน |
| 44. พนักงานตรวจแรงงาน |
ป.ว.103 ข้อ 5 กำหนดให้อำนาจ เข้าไปในสถานที่ทำงานเพื่อตรวจตรา
สอบถามข้อเท็จจริง และมีอำนาจเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง รวมทั้งให้ส่งหลักฐานหรือเอกสารต่าง
ๆ |
ได้กำหนดอำนาจของพนักงานตรวจแรงงานไว้กว้างขวางกว่าปัจจุบัน
เช่น ในการเข้าไปตรวจสภาพการทำงานของลูกจ้าง มีอำนาจเก็บ ตัวอย่างวัสดุหรือผลิตภัณฑ์
เพื่อวิเคราะห์เกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงาน ตลอดจนให้อำนาจในการออกคำสั่งเป็นหนังสือให้นายจ้าง
ลูกจ้าง ปฏิบัติตามกฎหมาย (ม.139) |
| หมวด
16 บทกำหนดโทษ |
| 45. บทกำหนดโทษ |
ป.ว. 103 ข้อ 8 กำหนดโทษสำหรับนายจ้างและลูกจ้างที่ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของกระทรวงมหาดไทย
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ |
แก้ไขบทกำหนดโทษจากเดิมที่กำหนดไว้อัตราเดียว เป็นกำหนดโทษตามความหนักเบาของความผิด
โดยโทษต่ำสุดปรับไม่เกิน 5,000 บาท โทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน
200,000 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ (ม.144 - ม.156) |