 | ความผันผวนของราคาน้ำมัน ที่พุ่งสูง จวนเจียนแตะลิตรละ 30 บาท ส่งผลกระทบต่อเนื่อง ไปถึงการเพิ่มของราคาสินค้า/สาธารณูปโภค ค่าครองชีพสูงขึ้น ในขณะที่เงินเดือน ยังเท่าเดิม มนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย เริ่มชักหน้าไม่ถึงหลัง แถมถูกหักภาษีเงินได้, ประกันสังคม ฯลฯ รายการหัก ประกันสังคม 5% ของเงินเดือน ทุกเดือน ผู้ประกันตนบ่นกันมากว่า ไม่เคยได้ใช้ประโยชน์เลย |
ทั้งนี้ จากข้อมูลต่าง ๆ จะพบว่า โครงสร้างประชากรจะเปลี่ยนไป โดยจะมีคนในวัยทำงาน จำนวนค่อนข้างคงที่ แต่จะมีคนในวัยเกษียณมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ จะส่งผลกระทบต่อรายจ่ายของรัฐบาล ที่ต้องดูแลคนกลุ่มนี้ ระบบการออมของภาครัฐ ที่เกิดขึ้น จึงเป็นสวัสดิการ เพื่อรองรับให้กับกลุ่มคน วัยชรา ในส่วนของลูกจ้างผู้ประกันตน ที่สำนักงานประกันสังคม ดูแลรับผิดชอบ ได้สร้างสวัสดิการการออมจากเงิน 5 % ที่หักจากเงินเดือนทุกเดือน
เงิน 5% ที่ถูกหักแปรสภาพเป็นสิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกันตนได้รับการคุ้มครองจากกองทุนประกันสังคม 7 กรณี จำนวน 3% ใน 5% ที่หักไปนั้น คือ เงินชราภาพ หรือ เงินออม ตามกฎหมายประกันสังคม การประกันชราภาพเป็นการจัดการของภาครัฐวิธีหนึ่ง ทำให้ลูกจ้างได้รับการคุ้มครองทางรายได้เมื่อพ้นวัยทำงานไปแล้ว ซึ่งเงินจำนวนนี้มาจากการที่รัฐบังคับให้ลูกจ้างแบ่งรายได้จากการทำงานส่วนหนึ่งเพื่อเก็บออมไว้ใช้จ่ายใน ยามชรา ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับเงินทดแทนกรณีชราภาพ 2 แบบด้วยกัน คือ บำเหน็จที่เป็นเงินก้อน หรือบำนาญที่จ่ายให้ทุกเดือนไปตลอดชีวิต
ปัจจุบัน สปส.จัดเก็บเงินสมทบ กรณีชราภาพ จากนายจ้าง และลูกจ้างฝ่ายละ 3% ของค่าจ้าง ในกรณีที่ส่งเงินสมทบน้อยกว่า 180 เดือน (15 ปี) จะได้รับ เงินบำเหน็จชราภาพ โดยผู้ที่ส่งไม่ครบ 12 เดือน มีสิทธิรับเงินบำเหน็จชราภาพ เฉพาะส่วนของตนเอง กลับคืนทั้งหมด เท่านั้น แต่ถ้าส่งเงินสมทบ ตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป แต่ไม่ถึง 180 เดือน (15 ปี) จะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ เฉพาะส่วนของลูกจ้าง และนายจ้าง ที่จ่ายสมทบเข้ากองทุน ฯ พร้อมดอกผลตามอัตราที่ สปส.กำหนด
หากส่งเงินสมทบครบ 180 เดือน (15 ปี) จึงได้รับ เงินบำนาญชราภาพ (รับทุกเดือนตลอดชีวิต) แต่ขณะนี้ยังไม่มีผู้ใด ได้รับเงินบำนาญดังกล่าว เพราะสปส. เริ่มเก็บเงินสมทบ กรณีนี้ เมื่อ 31ธ.ค.2541 และในปี 2557 จะเป็นปีแรก ที่เริ่มจ่ายบำนาญชราภาพ
หลักเกณฑ์รับเงินบำนาญชราภาพ คือ ผู้ประกันตนจะได้รับเงิน 15% ของค่าจ้าง 60 เดือนสุดท้าย (ฐานค่าจ้าง 15,000 บาท/เดือน) และถ้าส่งเงินสมทบ มากกว่า15 ปี จะได้รับเพิ่มอีกร้อยละ 1 ทุก ๆ ปี ในขณะนี้ อยู่ระหว่างการดำเนินการ ปรับเพิ่มเงินบำนาญ จากอัตรา 15% เป็น 20% ของค่าจ้าง และเพิ่มอัตราผลประโยชน์ หลังปีที่ 15 จากเดิม 1%เป็น 1.5 % เท่ากับจำนวนปีที่เพิ่มมา เป็นการปรับให้เหมาะสม กับสภาพเศรษฐกิจ และสังคม
ตัวอย่างการคำนวณ | | นายประกัน มีการนำส่งเงินสมทบฐานเงินเดือน 15,000 บาทโดยตลอด | - เงินสมทบ 6% (ผู้ประกันตน 3% และนายจ้าง 3%) ของ 15,000 บาท คือ 900 บาท / เดือน - ทำงานมา 15 ปี รวมจ่ายเงินสมทบ 900 x 12 x 5 =162,000 บาท | | นายประกัน เกษียณเมื่ออายุ 55 ปี | - บำนาญที่ได้รับ 15% ของ 15,000 บาท คือ 2,250 บาท / เดือน - แต่หากอายุยืนไปถึง 20 ปี รวมรับบำนาญ = 2,250 x 12 x 15= 540,000 บาท |
|
ผู้ประกันตน จะขอรับประโยชน์ทดแทน ทั้ง 2 กรณีได้ เมื่อมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และต้องสิ้นสุด ความเป็นผู้ประกันตน โดยยื่นเรื่องขอรับสิทธิภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง หากผู้ประกันตนเสียชีวิต ให้ทายาทคือ บุตร สามี ภรรยา บิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมาย ยื่นเรื่องขอรับสิทธิได้ทันที นับจากวันที่เสียชีวิต
คำถามว่า ... ทำไมต้องได้เงินตอนอายุ 55 ปี หรือ ขอตรวจสอบเงินสมทบตัวเองจะทำได้ไหม ต้องบอกว่า ประกันชราภาพ เป็นการบังคับออมระยะยาว ยิ่งออมมาก จำนวนเงินที่ได้รับหลังเกษียณอายุ ก็จะมากขึ้น การที่ สปส.คำนวณไว้ว่า ต้องจ่ายเงินสมทบ 15 ปี และเกษียณอายุที่ 55 ปี เหตุผล ก็คือ ถ้าเก็บไม่ถึง 15 ปี อัตราบำนาญที่ได้รับ จะลดลงไปตามสัดส่วน ของเงินสมทบ ที่จ่ายเข้ามา เงินบำนาญที่จะได้รับ ไม่เพียงพอ ต่อการยังชีพในอนาคต และหากผู้ประกันตน ต้องการตรวจสอบ ข้อมูลเงินสมทบทำได้ตลอดเวลา โดยสอบถามไปที่ สปส.เขตพื้นที่/จังหวัด ที่นายจ้างนำส่งเงินสมทบ หรือที่เว็บไซด์ www.sso.go.th หรือที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 ก็ได้
การขอรับประโยชน์ทดแทน ไม่มีขั้นตอนยุ่งยาก เพียงแค่ผู้ประกันตน ต้องยื่นขอรับสิทธิภายใน 1 ปี นับแต่วันที่เกษียณอายุ และสิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตน ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคม ส่งหนังสือแจ้ง และแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทน (สปส.2-01) ไปยังผู้ประกันตน ที่มีสิทธิทุกคน โดยกรอกแบบคำขอฯ นำไปยื่น พร้อมสำเนาบัตรประชาชน ภายในระยะเวลาที่กำหนด ได้ที่สปส.เขตพื้นที่ / จังหวัดทั่วประเทศ
พูดถึงการประกันชราภาพแล้ว ถ้าไม่พูดเรื่องเงินกองทุนฯ ดูไม่ครบถ้วน กองทุนประกันสังคม มียอดเงินสะสมทั้งสิ้น 379,437 ล้านบาท เงินหน้าตักก้อนนี้ แบ่งเป็นเงินกองทุน 4 กรณี (เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ ตาย) เงินกองทุน 2 กรณี (สงเคราะห์บุตรและชราภาพ) ซึ่งคาดการณ์เก็บได้ ในปี 2549 จำนวน 56,597 ล้านบาท และกรณีว่างงาน
เม็ดเงินก้อนมหึมานี้ มาจากการส่งเงินสมทบร่วมกัน ของนายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล นับวันยิ่ง พอกพูน และเป็นที่จับตามอง ของหลายฝ่าย แต่เงินก้อนนี้ มีข้อผูกมัด ต้องนำไปจ่ายประโยชน์ทดแทน ให้กับผู้ประกันตน หากจะนำไปลงทุนกฎหมายอนุญาต ให้ลงทุนได้ เฉพาะในหลักทรัพย์ ที่มีความมั่นคงสูง และได้รับผลตอบแทน ในอัตราที่สูงกว่าตลาด และตรวจสอบได้ โดยคณะอนุกรรมการบริหารการลงทุนฯ เป็นผู้ดำเนินการกำกับดูแล
เหตุที่เงินกองทุนชราภาพ มีจำนวนมากมาย ขนาดนี้ เพราะยังไม่มีการจ่ายเงินบำนาญชราภาพ ออกไปนั่นเอง ในขณะเดียวกัน สปส.ต้องนำเงินส่วนนี้ ไปลงทุน เพื่อให้เกิดดอกออกผล และให้มีเพียงพอ ในการจ่ายคืน ให้กับผู้ประกันตนในปี 2557 เป็นต้นไป คืออีก 8 ปีข้างหน้า หลังจากนั้น เงินกองทุนฯ จะเริ่มถูกจ่ายออกไปเรื่อย ๆ และคาดว่า จำนวนผู้รับบำนาญ จะมีจำนวนเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นเงินกองทุนชราภาพ จะนำไปใช้อย่างอื่น ไม่ได้เลย
การออมไม่เพียงแค่เป็นเครื่องมือระดมทุน ในการพัฒนาประเทศ แต่เป็นการสร้างสวัสดิการ ให้กับสังคม และผู้ออมโดยตรง เป็นการลดความเสี่ยง ที่จะเกิดขึ้น ในอนาคต เหตุที่ต้องประกันชราภาพเพราะ "เงินชราภาพ" เป็นหลักประกันให้กับท่าน