การสัมภาษณ์ (Interview)
อาจารย์เอก
การสัมภาษณ์ หมายถึง การสนทนาหรือแลกเปลี่ยนคำพูดระหว่างกัน ซึ่งโดยปกติมักจะเกี่ยวกับคนสองคน เพื่อวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง การสัมภาษณ์มักจะเป็นเทคนิคที่ใช้ ค้นหาเรื่องราวต่าง ๆ ที่ไม่สามารถวัดได้ในทางอื่น ๆ
การสัมภาษณ์มีวัตถุประสงค์เพื่อ
รูปแบบวิธีการสัมภาษณ์ พอจะแบ่งได้ 6 วิธี คือ
1. การสัมภาษณ์ทางอ้อม (Non-directive interview) วิธีนี้ผู้ทำการสัมภาษณ์จะระมัด ระวังเป็นพิเศษ ที่จะไม่สร้างบรรยากาศให้ผู้ถูกสัมภาษณ์มีความประหม่า โดยเฉพาะการทักถึงข้อผิด หรือจะไม่ให้ข้อมูลในสิ่งที่ผู้สัมภาษณ์ประเมินไว้ในใจ แต่จะส่งเสริมให้ผู้สมัครมีความสนใจ และมีอิสระที่จะต้องพูดอย่างเสรี วิธีการสัมภาษณ์วิธีนี้มักจะตั้งคำถามง่าย ๆ และกว้าง ๆ เช่น ให้เล่าถึงประสบการณ์งานที่เคยทำมาก่อน เป็นต้น โดยผู้สัมภาษณ์มักจะเสริมด้วยคำพูด "แล้วเป็นอย่างไรอีก?" "สภาพโดยทั่ว ๆ ไปในขณะนั้นเป็นอย่างไร?"
ข้อดี คือ ผู้ทำการสัมภาษณ์จะได้เข้าใจถึง ความสัมพันธ์กันของข้อมูลต่าง ๆ ทัศนคติหรือความรู้สึก ได้ดีกว่าการสัมภาษณ์ที่ให้ตอบแบบรวบรัดสั้น ๆ
ข้อเสีย คือ ถ้าหากผู้ สัมภาษณ์ไม่ได้ตั้งเป้าหมายที่ต้องการตรวจสอบแล้ว ประโยชน์ที่ได้จะมีน้อย
2. การสัมภาษณ์แบบลึก (Depth interview) จะต้องมีการจัดเตรียมโครงเรื่อง ในรูปของคำถามที่จะให้ครอบ คลุมถึงประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องราวของผู้สมัคร โดยเฉพาะในแง่ของการว่าจ้าง, เรื่องงาน, การศึกษา, การสัมพันธ์กับสังคม, พื้นฐานทางเศรษฐกิจ ตลอดจนลักษณะบุคลิกภาพต่าง ๆ ที่จะถามลึก ให้ผู้สมัครตอบอย่างเฉพาะ เจาะจง ดังนั้น ผู้สัมภาษณ์จะต้องสร้างบรรยากาศ ส่งเสริมให้มีการตอบแต่ละคำถามละเอียดลึกลงไป เพื่อจะทำให้ผู้สัมภาษณ์ได้มีข้อมูลอย่างเพียงพอ โดยมักจะมีการเตรียมคำถามในรูปแบบคำถามปลายเปิด เช่น
ช่วยอธิบายให้ทราบประวัติการทำงานของคุณว่า ได้เข้าไปทำงานนั้นได้อย่างไร ด้วยวิธีไหนและได้เข้าไปทำงานชนิดไหน และเหตุใดท่านจึงลาออก
ท่านถือว่าในการทำงานนั้น อะไรเป็นเรื่องสำคัญที่สุด และอะไรบ้างที่ ท่านถือว่าไม่สำคัญ
ในสมัยที่ศึกษาอยู่นั้น มีอะไรบ้างที่ท่านถือว่า เป็นประสบการณ์ที่สำคัญ และมีความหมายต่อท่านมากที่สุด
ท่านคิดว่าท่านมีจุดเด่นในแง่ไหนบ้าง
ในอีก 10 ปีข้างหน้าต่อจากนี้ไป ถ้า ให้ท่านเลือก ท่านจะไปอยู่ตำแหน่งไหน
ท่านคิดว่า เราควรจ้างคุณหรือไม่
3. การสัมภาษณ์อย่างมีแบบแผน (Patterned interview) เป็นการสัมภาษณ์ที่มีการ จัดเตรียมเค้าโครงเรื่องสมบูรณ์ที่สุด จะดำเนินการสัมภาษณ์ตามรายละเอียดของคำถาม ซึ่งได้มีการออกแบบ หรือจัดเตรียมเป็นพิเศษ คำถามจะเป็นข้อ ๆ เพื่อให้ผู้สัมภาษณ์ตอบอย่างชัดเจนทีละข้อจนสิ้นสุด และจะมีข้อความ หรือคำถาม ที่จะให้ผู้สัมภาษณ์ตีความสำคัญของข้อมูล ที่ได้จากการสัมภาษณ์ไปพร้อม ๆ กัน และให้มีการระมัดระวัง ที่สามารถตรวจสอบความไม่ถูกต้องได้ด้วย หลังจากนั้นแบบฟอร์มนี้จะนำไปประมวลสรุปผลใน ใบสรุปการ สัมภาษณ์
4. การสัมภาษณ์แบบพิเศษ ส่วนใหญ่แล้วการสัมภาษณ์มักจะใช้วิธีตามที่กล่าวมาแล้ว แต่ก็ยังมีวิธีอื่น ๆ เช่น การสัมภาษณ์ผู้สมัครเป็นกลุ่ม (Group interview) โดยให้ผู้สมัคร เข้ามาสัมภาษณ์พร้อมกันหลาย ๆ คน และให้สนทนาร่วมกัน มักจะใช้สัมภาษณ์เพื่อรับพนักงานระดับบริหาร โดยผู้บริหารของบริษัทจะดำเนินการสังเกตุการณ์ และประเมินผู้สมัครในลักษณะผู้ฟังอยู่วงนอก และดำเนินการประเมิน ผลจนกว่าการสนทนาจะสิ้นสุด ประโยชน์ที่ได้จากวิธีนี้คือ ค้นหาความริเริ่ม ลักษณะการตั้งใจในการทำงาน ความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ ศิลปะในการแก้ปัญหา และการเข้ากับคนอื่นได้ง่าย เป็นต้น
5. การสัมภาษณ์โดยคณะกรรมการ (Board interview) เป็นการสัมภาษณ์ที่ผู้สัมภาษณ์หลาย ๆ คนร่วมกันเป็นคณะกรรมการ และดำเนินการสัมภาษณ์ผู้สมัครทีละคน
6. การสัมภาษณ์โดยมีความกดดัน (Stress interview) เป็นการสัมภาษณ์ที่ต้องทำให้ ผู้ถูกสัมภาษณ์อยู่ในภาวะกดดัน และมักจะมีการสัมภาษณ์อย่างรวดเร็ว โดยผู้สัมภาษณ์หลาย ๆ คนและ มักจะไม่แสดงความเป็นมิตร ซึ่งนับว่าเป็นวิธีที่ดีสำหรับ การคัดเลือกบุคคลที่จะต้องมีความเข้มแข็ง อดทน อดกลั้น (มักใช้ในวงการทหาร)
หลักจิตวิทยาพื้นฐานสำหรับการสัมภาษณ์
1. การส่งเสริมให้ผู้ถูกสัมภาษณ์กล้าตอบปัญหาอย่างอิสระเสรี โดยผู้สัมภาษณ์ต้องแสดงออกซึ่งบุคลิกภาพ และพฤติกรรมของตนในลักษณะเป็นมิตร เป็นกันเอง และพยายามเข้าใจผู้ สมัคร โดยการละเว้นการวิพากษ์วิจารณ์ผู้สมัครโดยทางตรง แต่ใช้ศิลปะในการชักนำให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ บรรยายสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง โดยผู้ถูกสัมภาษณ์ไม่รู้ตัวว่า กำลังถูกค้นหาความจริงหรือจับผิด
2. คำนึงถึงอุปสรรคในการติดต่อสื่อสาร โดยผู้สัมภาษณ์จะต้องคำนึงถึงการวางตัว การใช้ภาษาท่าทางของตน และคำนึงถึงพื้นฐานการศึกษาของผู้สมัคร อันจะเป็นอุปสรรค ทำให้การสื่อความระหว่างทั้งสองฝ่ายไม่ ราบรื่น ทำให้ผู้สมัครไม่กล้าแสดงออกหรือพูดความจริงอย่างอิสระเสรี
3. ความมีอคติของผู้สัมภาษณ์ ซึ่งผู้สัมภาษณ์จะต้องเข้าใจตนเอง และควรคำนึงถึงผลเสียที่อาจจะเกิดขึ้น
4. ผู้สัมภาษณ์จะต้องสามารถใช้เรื่องราวในอดีต เพื่อที่จะคาดการณ์ในอนาคต ทั้งนี้เพราะพื้นฐานของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นบุคลิกภาพ ทัศนคติ ตลอดจนวิธีการปฏิบัติที่ได้พัฒนามาตามลำดับ ย่อมจะมีโอกาสคาดการณ์ หรือทายพฤติกรรมในอนาคต ในหน้าที่การงาน การพิจารณาจะต้องคำนึงถึงเรื่องราวทั้งหมดอย่างต่อเนื่องรวมกัน ทั้งนี้เพราะคนที่ล้มเหลวในงานหนึ่งมิได้หมายความว่า จะล้มเหลวในงานใหม่ ทำนอง เดียวกับผู้ที่เรียนเก่งในมหาวิทยาลัย ก็อาจจะไม่ใช่ผู้ที่ประสบผลสำเร็จในหน้าที่การงานเสมอไป ผู้สัมภาษณ์จะต้องประเมินให้ครบถ้วนทุกแง่ทุกมุม โดยการชั่งน้ำหนัก และผู้ทำการสัมภาษณ์จะต้องทายสิ่งที่อยู่ภายในที่ได้เปิด เผยออกมา และตรวจสอบจุดเด่น ๆ ให้ครบถ้วน และตรวจสอบหลักฐานอื่น ๆ ประกอบด้วย
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการสัมภาษณ์
1. การด่วนตัดสินใจ ก่อนการสัมภาษณ์ที่เริ่มขึ้น โดยสรุปผลง่าย ๆ จากใบสมัคร หรือการเห็นผู้สมัครในวินาทีแรกเท่านั้น ซึ่งจากการวิจัยพบว่าเป็นปัญหา 85 % ของผู้ทำการสัมภาษณ์
2. ผู้สัมภาษณ์มักจะให้ น้ำหนักของข้อมูลที่ดีน้อยเกินไป และจะให้น้ำหนักกับข้อมูลที่ไม่ดีมากเกินไป ซึ่งข้อมูลที่ไม่ดี จะมีอิทธิพลเหนือกว่า และมักแทรกอยู่ในตัวผู้สัมภาษณ์ตลอดเวลา รวมทั้งการนำเอาคำว่า ?สิ่งประทับใจแรกพบนั้นมีอิทธิพล เป็นอย่างยิ่ง? มาประกอบร่วมกัน ก็จะแสดงให้เห็นข้อเท็จจริงประการหนึ่ง คือ ถ้าหากผู้ถูกสัมภาษณ์ได้รับการประเมินครั้งแรกพบ ในอัตราที่สูงก่อน เมื่อการสัมภาษณ์สิ้นสุดลง โอกาสที่จะได้คะแนนต่ำก็มักจะเป็นไปได้น้อย ใน ทางกลับกัน หากผู้ถูกสัมภาษณ์ได้รับการประเมินครั้งแรกพบ ในอัตราที่ต่ำ เมื่อการสัมภาษณ์สิ้นสุดลง โอกาสที่จะได้คะแนนสูงก็เป็นไปได้น้อยเช่นกัน
3. ผู้ทำการสัมภาษณ์ต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับ เนื้อหาของงานอย่างถูกต้อง จากการวิจัยพบว่า ผู้ทำการสัมภาษณ์ ที่ได้รับข้อมูลอย่างละเอียดครบถ้วน และถูกต้อง ย่อมสามารถเลือกผู้สมัครที่มีความสามารถได้ถูกต้อง แต่ผู้ทำการสัมภาษณ์ที่มิได้มีข้อมูลเกี่ยวกับงาน มากเพียงพอ จะไม่สามารถพิจารณาแยกแยะผู้สมัครออกจากกันได้ และมักมีแนวโน้มที่จะให้คะแนนสูงไว้ก่อน
4. ข้อจำกัดเกี่ยวกับการว่าจ้าง พบว่า ถ้าหากผู้ทำการสัมภาษณ์ จะต้องสัมภาษณ์ ในเวลาจำกัด หรือจะต้องรีบให้ได้ผู้สมัครครบตามจำนวนที่ต้องการ การให้คะแนนสูง ๆ มักจะเกิดขึ้นเสมอ ต่างกับกรณีที่มีเวลามากพอ ผู้สัมภาษณ์จะดำเนินการสัมภาษณ์ ก็เพื่อให้เป็นไปตามข้อเท็จจริงมากกว่า
5. ผลกระทบจากกรณีมีมาตรฐานเปรียบเทียบ กล่าวคือ ผู้สมัครคนเดียวกันในต่างสถานการณ์กัน มักจะได้รับคะแนนไม่เหมือนกัน หมายความว่า ถ้าผู้สมัครคนนั้น อยู่ในลำดับที่ต่อจากผู้สมัคร ที่ถูกสัมภาษณ์คนก่อนหลาย ๆ คนที่แย่กว่าแล้ว ผู้สมัครคนนั้นมักจะได้คะแนนสูงหรือดีเป็นพิเศษ ซึ่งต่างกับกรณีซึ่งผู้สมัครมีคุณสมบัติพอประมาณ แต่หากไปต่อท้ายผู้สมัครที่ดีหลาย ๆ คนแล้ว ผู้สมัครคนนั้นมักได้รับคะแนนต่ำ ทำนองเดียวกัน ผู้ทำการสัมษณ์ส่วนใหญ่ มักจะมีรูปแบบของผู้สมัครที่ตัวเองกำหนดไว้ในใจ และเอาแบบนั้นไปใช้กับผู้สมัครแต่ละคน ซึ่งการทำเช่นนั้นนับว่าเป็นการไม่ถูกต้อง ในความเป็นจริงแล้ว บริษัทกลับต้องการคนที่ตรงกับ งาน
6. ผู้สัมภาษณ์ส่วนใหญ่จะตัดสินใจโดยยึดถือการแสดงออกทางสีหน้าของผู้สมัคร ซึ่งไม่น่าจะเป็นวิธีที่ถูกต้อง แท้จริงการใช้วิธีการสัมภาษณ์ จะสามารถค้นหาออกมาได้ไม่ยากนัก ไม่ว่า จะเป็นเรื่องเชาว์ปัญญา หรือความสัมพันธ์ส่วนตัวที่มีต่อคนอื่น ตลอดจนแรงจูงใจที่อยากจะทำงาน
7. ข้อแตกต่างของการสัมภาษณ์แบบที่มีการเตรียมเค้าโครงกับแบบที่มิได้มีการเตรียมเค้าโครง< /b> นักวิจัยพบว่า การสัมภาษณ์ที่มีการเตรียมเค้าโครง จะให้ผลที่สูงมากกว่า
8. ความชำนาญของผู้ทำการสัมภาษณ์ พบว่าผู้มีความชำนาญในการสัมภาษณ์ มักจะมีการใช้ดุลยพินิจมาก จน บางครั้งยืนยันความคิดเห็นของตนจนเกินไป และพบว่าผู้ชำนาญการในการสัมภาษณ์ทั้งหลาย มักจะมิได้มีความคิดเห็นใกล้เคียงกัน หรือตรงกันเลย
ข้อควรปฏิบัติและแนวทางสำหรับผู้ทำการ สัมภาษณ์
พยายามใช้วิธีการสัมภาษณ์ ที่มีโครงเรื่องจัดไว้เป็นแนวทางให้มากที่สุด
ต้องมีความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับงานที่ต้องการเลือกคนให้มากที่สุด
ต้องพยายาม ฝึกฝนและอบรมความรู้ เกี่ยวกับการสัมภาษณ์ด้วยตนเอง
ในขณะทำการสัมภาษณ์ ให้พยายามมุ่งสนใจที่บุคลิกภาพ ที่พึงประเมินให้มาก เช่น การสังเกตุเรื่องเชาว์ปัญญา ทัศนคติ ความสัมพันธ์กับคนอื่น ตลอดจนแรงจูงใจ เกี่ยวกับงาน เป็นต้น
พยายามให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ พูดให้มากที่สุด หรือให้แสดงความคิดเห็นมากที่สุด
อย่าด่วนตัดสินใจเร็วเกินไป จนกว่าจะได้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ที่ครบถ้วนถูกต้อง
ผู้สัมภาษณ์ควร พยายามเน้นในแง่ดีไว้ และพยายามลดทัศนคติที่ไม่ดี
ผู้สัมภาษณ์ต้องแสดงออก เกี่ยวกับภาพพจน์ที่ดีของตน เพราะผู้สมัครก็จะประเมินผู้สัมภาษณ์ และภาพพจน์ของบริษัทไปพร้อม ๆ กัน
ขั้นตอนและหลักการเกี่ยวกับการสัมภาษณ์
การเตรียมการสัมภาษณ์ (Preparation) ผู้สัมภาษณ์จะต้องเตรียมสิ่งต่าง ๆ ที่จำเป็นใน การสัมภาษณ์ให้พร้อมเพรียง เช่น
กำหนดเป้าหมายที่ต้องการ ของการดำเนินการสัมภาษณ์
กำหนดวิธีการสัมภาษณ์ว่าจะใช้แบบใด
ต้องเตรียมพร้อมในเรื่องข้อมูลพื้นฐาน ที่เกี่ยวข้องกับผู้ถูกสัมภาษณ์ คือ ต้องทำความเข้าใจ ศึกษาข้อมูล รายละเอียด จากแบบฟอร์มใบสมัครให้ชัดแจ้ง
การเตรียมสภาพแวดล้อมสำหรับการสัมภาษณ์ (Setting) แบ่งเป็น สถานที่ที่ใช้ในการสัมภาษณ์ ควร เป็นสัดส่วนเฉพาะ มีความสะดวกสบายพอสมควร เป็นบรรยากาศที่ส่งเสริมการสัมภาษณ์ เช่น ไม่มีเสียงรบกวน แสงสว่างพอเพียง เป็นต้น
ผู้ทำการสัมภาษณ์ จะต้องสร้างบรรยากาศให้เป็นกันเอง อัธยาศัยที่ดี เป็นฝ่ายเริ่มชักชวน ให้มีการพูดคุยในหัวข้อสบาย ๆ ก่อน เป็นต้น
การดำเนินการสัมภาษณ์ (Conduct of interview) ต้องยึดหลักการเป็นผู้ฟังที่ดี คือ ควรจะสนใจฟัง เพื่อจะเก็บรวบรวม
ข้อมูลที่สำคัญ และเพื่อที่จะ แก้ไขความเข้าใจผิดต่าง ๆ ให้ลุล่วงไป มีความคล่องตัวในขณะดำเนินการสัมภาษณ์
การปิดการสัมภาษณ์ (Close) เมื่อการสัมภาษณ์สิ้นสุดลง สิ่งที่ต้องทำในต่อไปนี้ คือ ผู้ทำการสัมภาษณ์ จะต้อง แสดงให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ได้เข้าใจว่า เรื่องราวที่ทำการสัมภาษณ์ได้สิ้นสุดลงแล้ว ควรมีการบอกกล่าวแก่ผู้ถูกสัมภาษณ์ เกี่ยวกับสิ่งที่ต้องหาต่อไป เช่น ต้องให้เซ็นชื่อ หรือกลับมาฟังผลเมื่อใด หรือจะส่งผลให้ทราบโดยวิธีการอย่างไร เป็นต้น
การประเมินผลการสัมภาษณ์ (Evaluetion) จากการสัมภาษณ์ที่ดำเนินการมาทั้งหมด