อ.วิชัย ปิติเจริญ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาูธุรกิจ BCM ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนา
|
คนเราเมื่ออยู่กับตนเอง ก็มักจะคล้อยตามความคิดเห็น ซึ่งเข้าข้างตัวเองเสีย 80 % ไม่กล้าเผชิญกับ "ตัวตนที่แท้จริง" ซึ่งร้ายกาจมากกว่าที่คาดคิดไว้เสมอ คนเรา จึงไม่รู้จักตนเอง อย่าง แท้จริง เมื่อไม่รู้จักตน เองอย่างแท้จริง ก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าสิ่งใด เป็นสิ่งที่บกพร่องต้องปรับปรุง เปลี่ยนแปลง พัฒนาให้ดียิ่งขึ้น เมื่อไม่รู้ชีวิตก็ย่ำอยู่กับท่ และมีแต่ จะตกต่ำลง ไปเรื่อยๆ
เราจะสามารถรู้จักตนเองได้ ถ้าเราเปิดโอกาสให้ตัวเรา เรียนรู้ตัวเองผ่าน การทำงานร่วมกับ ผู้อื่น โดยใช้งานเป็นผลแสดงถึง คุณภาพของจิตใจเรา และใช้คำวิจารณ์ แนะนำจาก เพื่อน ร่วมงาน เป็นกระจกสะท้อนความเป็นตัวเรา เพื่อเปลี่ยนแปลง และพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น
การ รู้จักตนเอง คือ การมองเห็นข้อบกพร่องของตนเองอย่างแท้จริง เพื่อที่เราจะสามารถเปลี่ยนแปลง ตนเองได้ แต่การมองตนเองนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก เพราะเรามักจะสร้าง และ ให้ความสำคัญกับ "ภาพแห่งตน" ซึ่งเป็น "ภาพลวงตา" ขึ้น ทำให้เราไม่ได้พบกับความผิดพลาดของเราซึ่งมีอยู่มากมาย เมื่อเราให้พลังงานสำหรับ "ภาพแห่งตน" ที่เราสร้างขึ้นมาเอง เราจะ มี ความสัมพันธ์กับผู้อื่นในลักษณะที่ไม่เปิดเผย ตรงไปตรง มา เราอาจจะหูหนวกต่อการวิจารณ์ ซึ่งเราไม่เห็นด้วย หรือปฏิเสธความจริงที่เราเป็นอยู่บางอย่าง
การที่เราไม่ยอมรับการวิจารณ์อย่างซื่อตรง แสดงว่าเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับผู้ซึ่งมีความรักในเราอย่างแท้จริง ดังนั้น "เราจะห่างเหินจากกระแสแห่งการเรียนรู้ภายใน"
เราจะรู้จักตนเองได้อย่างไร? เราสามารถเริ่มต้นด้วยการมองอย่างชัดเจนว่า "เราเป็นใคร" ใช้เวลาพิจารณาว่าท่านมองตัวท่านอย่างไร "ตัวจริง" ของท่านเอง และ "ภาพแห่งตน" ที่ ท่านสร้างขึ้นมานั้น เกี่ยวพันกันอย่างไร ดูอย่างต่อเนื่อง ดูความเกี่ยวข้องของมันกับผู้อื่น ที่ทำงานร่วมกับเรา กับครอบครัวของเรา กับมิตรสหายของเรา สังเกตดูว่า "ท่านเป็นอย่างไร บ้าง ใน สายตาผู้อื่น" แม้การติดตามดู "ภาพแห่งตน" นั้น จะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ท่านจะเริ่มรู้จักตนเอง มองชีวิตอย่างซื่อตรง และเรียนรู้ที่จะเข้าใจและยอมรับข้อบกพร่อง และข้อดีของตนเองด้วย
เมื่อเรารู้จักตน เองอย่างแท้จริง เราก็จะเริ่มต้นยอมรับผู้อื่น เราสามารถเปิดหัวใจให้กว้าง และรับทุก ๆ คนเข้ามาในชีวิตของเรา งานของเราจะถูกจัดทิศทางด้วยความชัดเจน ด้วยความรู้สึกว่า"เราคือใคร"และ"เราต้องการอะไร? "ผลของการงานและการพัฒนาความหมาย ให้แก่ชีวิตก็จะนำไปสู่ความซาบซึ้งดื่มด่ำในชีวิตมากขึ้นและจะนำความมั่นคง ให้เกิดขึ้น ในทุก ๆ อย่างที่เราทำด้วย
การพัฒนาตนเองผ่านปัญหาใน การทำงาน
มนุษย์จ้าวปัญหา
หรือ
มนุษย์สู้ปัญหา
บุคลคลที่จะพัฒนาตนเองให้มีศักยภาพ ขยายออกไปไม่มีขอบเขตนั้นสามารถใช้ "ตัวปัญหาและ อุปสรรค" ในงานเป็น "ตัวช่วย" ให้ได้เรียนรู้ เพิ่มพูนประสบการณ์ และความ สามารถ ในการจัดการแก้ไขปัญหาได
ดังนั้น มุมมองของเขาในการมองปัญหาจึงเปลี่ยนไปจากเดิม
มุมมองเดิมก็คือ มุมมองของมนุษย์จ้าวปัญหา ลักษณะพฤติกรรมที่ปรากฏก็คือ มองอะไรเป็นปัญหาไปหมด หรือดึงปัญหาเข้ามาสุมอยู่ที่หัว ตัวเองเต็มไปด้วยความวิตกกังวล ความเครียด ปวดศรีษะ หรือมีอาการวิ่งหนีปัญหา ทิ้งไว้ให้เป็นภาระของผู้อื่นไปเลย หรือมีอาการโทษปัญหา โทษสภาวะเศรษฐกิจ โทษรัฐบาล โทษว่าขาดวัสดุ อุปกรณ์ โทษเพื่อนร่วม งานทำงานช้า โทษสิ่งอื่นๆ ทั้งหมด ยกเว้นโทษตนเอง
มุมมองใหม่ก็คือ มุมมองของมนุษย์สู้ปัญหา ลักษณะพฤติกรรมที่ปรากฏก็คือ มองว่าปัญหายิ่งยาก ยิ่งได้ประสบการณ์มาก ปัญหายิ่งเยอะ ยิ่งได้เรียนรู้แยะ ปัญหายิ่งหลากหลาย แปลกประหลาด ยิ่งได้มีโอกาสเพิ่มพูนทักษะและความสามารถยิ่งขึ้นไป
ดังนั้น ก่อนการพัฒนาตนเอง ก็ต้องมีการพัฒนาทัศนคติของตน ในการมองปัญหาเสียใหม่ว่า ปัญหานั้น ไม่ ได้นำแต่สิ่งที่เลวร้าย กลายเป็นวิกฤตเท่านั้น แต่ปัญหายังนำมา ซึ่ง โอกาส และการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่าเดิมด้วย เหมือนต้นไม้ที่สลัดใบไม้ใบเก่าทิ้งไป เพื่อเติบโตและแตกยอดอ่อนของใบใหม่ที่สดใสและงอกงามกว่านั่นเอง
"ปัญหา คือโอกาส สร้างปัญญา"
สติและสมาธิในการทำงาน
"กำลังสติ หรือกำลังแห่งความระลึกรู้ การทำ งานนั้น ถึงแม้ทำด้วยความศรัทธา ด้วยความหมั่นขยันไม่ทอดทิ้ง ก็ยังมีช่องมีคราวที่อาจจะเสียหายบกพร่องได้ ในขณะเมื่อ มีความ ประมาทเผลอพลั้งเกิดขึ้น นักปฏิบัติงานจึงต้องระมัดระวัง ควบคุมสติให้อยู่เสมอ เพื่อให้รู้เท่าทัน สถานการณ์อยู่ตลอดเวลา ความรอบคอบละเอียดถี่ถ้วนก็จะมีขึ้น เป็นเครื่องป้องกัน ความ เสียหายและอันตรายมิให้เข้ามาถึงตัว อีกอย่างหนึ่งนอกจากความมีสติ คือกำลังความตั้งใจ ซึ่งในที่นี้ หมายถึงความสามารถควบคุมจิตใจให้ สงบและหนักแน่นมั่นคง ควบคุมความคิด ให้ อยู่ในระเบียบ ให้คิดอ่านอยู่แต่ในเรื่องหรือในภารกิจที่ต้องการจะทำให้สำเร็จ ไม่ปล่อยให้คิดฟุ้งซ่านไปในเรื่องต่าง ๆ นอกจุดหมายอันพึงประสงค์ กำลังความตั้งใจนี้ช่วยให้รู้ให้เข้าใน เรื่อง ราว และปัญหาต่าง ๆ ได้กระจ่าง ให้คิดเห็นช่องทางและวิธีการปฏิบัติงานได้แจ่มแจ้ง ชัดเจน และรวดเร็ว ไม่มีความลังเลสงสัย หรือพะวักพะวนด้วยสิ่งกวนกายกวนใจใด ๆ เป็นเครื่องกีดขวางบัณฑิตทั้งหลายจึงควรศึกษาพิจารณาและฝึกฝน กำลังความระลึกรู้และความตั้งใจดังกล่าวให้มีพร้อม เพื่อความสำเร็จความเจริญมั่นคงของตน ของชาติบ้านเมือง ในเบื้องหน้าต่อไป"
พระบรมราโชวาท
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลย เดชมหาราช
การพัฒนาความมีสมาธิในการทำงาน
สมาธิเป็นของมีค่ามาก เปรียบประดุจ "เพชร" ภายในตัวเรา แต่เป็นของดีที่คนมองข้าม มองไม่เห็น ใช้ไม่เป็น ไม่เห็นประโยชน์ หรืออาจมองเป็นเรื่องงมงายไร้สาระ คร่ำครึ เสีย เวลาทำ โดยเฉพากับสังคมบริโภควัตถุนิยมขณะนี้
คนที่ไม่มีสมาธิ หรือ คนที่มีความสำรวมใจน้อย ความคิดของเขาจะหยาบ ไม่ละเอียดอ่อน ไม่ไวต่อกระแสความผิดพลาดของงาน ทำงานล่าช้า ตรงกันข้ามกับคนที่มีสมาธิ เขา จะมีพลังกาย พลังปัญญา และสัมผัสอันละเอียดอ่อน ฉับไว เขาจะมีความรู้ประดุจดังแสงสว่างส่องในทางที่มืด มีความสามารถในการจัดการงาน ได้อย่างรวดเร็ว และง่ายดาย ทำให้งาน บรรลุเป้าหมายและประสบความสำเร็จในที่สุด แต่ "คนทำงาน" บางส่วน ยังขาดสมาธิใน การทำงานและการใช้ชีวิต ทำให้ขาดสติสัมปัญชัญญะ ในการทำงาน ร่วมกันกับผู้อื่น ทำให้ เกิด อาการ "กระทบและกระแทก กระเทือนจิตใจ" ของกันและกันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งมีให้เห็นทั่วไปทุกองค์กร ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งในการทำงาน มีลักษณะการทำงานที่ไม่ประสานงานกัน มีการสื่อสารที่ไม่ชัดเจนเปิดเผย ตรงไปตรงมา ทำ ให้คนทำงานเบื่อหน่ายท้อแท้กับบรรยากาศการทำงานในสภาพเช่นนี้
จะทำอย่างไร เมื่อเราไม่มีสมาธิ ไม่มีสติสัมปัญชัญญะในการทำงาน เราสามารถแก้ไขได้ ถ้าเราสามารถฝึกสำรวมใจ โดยวิธีดึงจิตกลับมาอยู่ที่ลม หายใจเข้า และออกของเรา อย่างอ่อนโยน อย่างผ่อนคลาย อย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง ทำบ่อย ๆ จนเกิดความชำนาญในการดึงจิตกลับ มาสู่ความเป็น "กลาง" ซึ่งเป็นจิตดั้งเดิมแท้จริงของเราดึงจิตกลับมาสู่ความ "ว่าง" จากความยึดมั่น ในสิ่งต่าง ๆ แล้วท่านจะกลับมามีพลังอีกครั้ง ในการทำงานต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อคิดเรื่องสมาธิ
- คือพลังที่จะช่วยให้งานสำเร็จอย่างมี คุณภาพ
- คือพลังกาย, พลังปัญญา, และสัมผัสอันละเอียดอ่อนของเรา
- ถ้าเราไม่มีสมาธิ "จิตใจของเรามักจะคล้อยตามสิ่งชักจูงใจอื่นๆ" ได้ง่าย ๆ
- เราจะถูกชักนำให้ออกห่างจาก "งาน"
- เรามักจะหันเหความสนใจ ไปสิ่งอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่ "เรากำลังทำงาน ซึ่งเราไม่ชอบอยู่"
- เมื่ออิทธิพลภายนอก ชักจูงความคิดเราให้ห่างไปจาก "งานที่เราทำอยู่ " การขาดสมาธิ ก็จะส่งผลต่อ "คุณภาพของผลงานที่เรากระทำนั้น "
- ยิ่ง สำรวมใจน้อยลง
- ความผิดพลาด ในงาน ก็จะยิ่งมากขึ้น
- เราจะทำงานเสร็จล่าช้า ลงมากขึ้น
- เราจะหงุดหงิด ขุ่นเคืองใจกับงานที่ไม่เสร็จ
- ความหงุดหงิดนี้จะกวนใจ เราจะรักษาแรงจูงใจ ได้ยากขึ้น
- หยุด ความพยายาม ก่อนที่จะบรรลุเป้าหมาย
- เมื่อลาสูญไป งานจะไม่เสร็จ
- เราจะเกิดความสงสัยว่า เหตุใดเราจึงไม่มี "ผลงาน " ปรากฏออกมาจากการกระทำของเราเลย
ประโยชน์ของสมาธิ - ต่องานและชีวิต
- คนมีสมาธิ จะเป็นคนขยัน ทำงานเสร็จ รวดเร็ว มีประสิทธิภาพสูง มีคุณภาพดี
- จะมีความใส่ใจ ความกระตือรือร้น และความชำนาญในงาน มีความสามารถเพิ่มขึ้น
- จะยอมรับสิ่งท้าทายใหม่ ๆ เผชิญกับภารกิจต่าง ๆ ด้วยความเต็มใจ
- จะแสดงความเชื่อมั่น และความมั่นใจ ทำให้สามารถเอาชนะอุปสรรคได้