การพัฒนาตนเองเริ่มต้นที่ไหน
อ.วิชัย ปิติเจริญ
ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาูธุรกิจ BCM ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนา

 ในบริษัทท่านประสบกับปัญหาเช่นนี้ หรือ ไม่ ?

              วันนี้มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งของไทยโทรศัพท์มา ปรึกษาหารือกับผมเรื่องการฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรฝ่ายการตลาดของเขา เขาตั้งประเด็นขึ้น มาว่า อยากจะเปลี่ยนแปลงบุคลากรให้เกิดการ "เปลี่ยนแปลงจริงๆ" และต่อเนื่อง ไม่ใช่เปลี่ยนแบบ "ไฟไหม้ฟาง" จะทำอย่างไรดี

              ก่อนที่จะตอบปัญหา หรือให้คำปรึกษา ผมได้สอบถามว่า พนักงานกลุ่มนี้ได้เคยเข้ารับการฝึก อบรมหลักสูตรใดมาบ้าง เจ้าหน้าที่แจ้งว่า อบรมมาหมด ทั้งวอล์คแรลลี่ การพัฒนาตนเอง การ ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ฯลฯ มากมายแต่ยังมีพฤติกรรมเหมือนเดิมหรือดีขึ้นอยู่พักหนึ่งเท่านั้น !

              หลังจากนั้น ผมก็ได้ สอบถามต่อไปว่า การการสัมมนาได้ทำการสำรวจโดยออก แบบสอบถามเจาะลึกถึงสภาพปัญหา และกำหนดให้เขาเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขหรือไม่

              คำตอบคือไม่ได้ลงลึกถึง สภาพปัญหาเพียงแต่ทราบจากการพูดคุยกับหัวหน้างานและสังเกต จากความขัดแย้งในการทำงานทั่วไป และที่สำคัญคือพนักงานกลุ่มนี้เวลามีกิจกรรม ของ องค์กร มักจะไม่ค่อยให้ความสำคัญ และไม่เข้ามามีส่วนร่วม โดยอ้างว่าต้องทำเป้า ทำยอดขาย เพื่อหลีกเลี่ยง การให้ความร่วมมือ

              นี่แหละคือตัวปัญหาล่ะ! ผมนึกอยู่ในใจแต่ผมยังคงสืบหาข้อมูลต่อไปด้วยคำถามว่า คุณคาดหวังอย่างไรในการฝึกอบรมสัมมนาแต่ละครั้งเขาตอบว่าอยากจะเปลี่ยนทัศนคติ และ พฤติกรรมของผู้ เข้าอบรมให้ได้ผล แต่ก็รู้ว่าการฝึกอบรมเพียงครั้ง สองครั้ง คงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้มาก จึงอยากจะปรึกษาหารือว่าจะทำวิธีไหน ทำอย่างไรดี

              ผมเห็นว่าเริ่มเข้าสู่ประเด็นที่สำคัญผม จึงกล่าวว่าสิ่งที่ฝังแน่นอยู่ในจิตใจของแต่ละคนนั้นยาก ที่จะขัดเกลาให้เปลี่ยนแปลงไดด้วยระยะเวลาอันสั้นลองสังเกตดูตัวเราเองสิ ยังยาก ที่ จะปรับปรุง เปลี่ยนแปลงเลย แล้วจะคิดไปเปลี่ยนแปลงคนอื่นอย่างรวดเร็วได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง " ถ้าเขาไม่ยอมเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตนเองด้วยตัวของเขาเองแล้ว"ถึงจะอบจนร้อน รมจนดำเมี่ยม สัมมนาจนหมดงบ เขาก็เหมือนเดิม ซ้ำร้ายจะขี้เกียจหนักกว่าเดิมเสียอีก เพราะรู้มากและไม่ทำ เอาความรู้ที่เรียนมาใช้ เป็นเล่ห์เหลี่ยม หลีกเลี่ยงการทำงานเสียเลย

              เพราะฉะนั้นหน้าที่ของฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ และวิทยากรผู้ให้ความรู้ จะต้องคิดใหม่ ทำใหม่ ให้ต่างกว่าเดิม มีคุณภาพมากกว่าเดิม ไม่ใช่เพียงแค่จัดหาคนมาให้ความรู้ หรือ ตั้งหน้าตั้งตาสอนไปเท่านั้นแต่พวกเรามีหน้าที่ที่สำคัญ อย่างยิ่งที่จะต้องช่วยกัน"กระตุ้นเร่งเร้า"เขาให้เริ่มต้น"พัฒนาตนเอง"ก่อน! เหมือนการชำระดิน/เตรียมดินให้สะอาดดี มีความพร้อม ที่จะเพาะ ปลูกหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความรู้ลงไป เมล็ดพันธุ์แห่งความรู้นั้นจึงจะเติบโตงอกงาม และผลิดอก ออกผลงานที่มีคุณภาพให้แก่งานและองค์กรได้

              แล้วกระบวนการพัฒนาตนเองนั้น เริ่มจากไหน ก็เริ่มจากตัวเรานั่นเอง ตั้ง สติให้ดี วางใจให้เป็นกลาง วิเคราะห์ข้อดี ข้อเสียของตนเองก่อน แต่ส่วนใหญ่เข้าข้างตนเองทั้งนั้น จึงขอให้เพื่อนที่เป็นกัลยาณมิตร ช่วยวิเคราะห์จุดดี จุดด้อยของเรา ช่วยวิจารณ์และแนะนำ ซึ่งมันอาจจะเจ็บปวด ยอมรับได้ยาก และอาจส่งผลต่อคนวิพากษ์วิจารณ์ด้วย คือได้ศัตรูเพิ่มมาอีก 1 คน ก็คือ ตัวเราไงหล่ะ วิธีหลังนี้เพื่อนจะกล้าเอาสัมพันธภาพมาเสี่ยงกับเราหรือเปล่า

              ดังนั้น วิธีแรกคือรู้จักตนเองและเตือนตนเองด้วยตนเองจะปลอดภัย กว่าแต่ก็ยากกว่าวิธีที่สองเพราะคนเรามักยึดอัตตาตัวตนแน่นเหนียวและไม่ยอมรับความจริงง่ายๆ มักใช้ความ เห็นเป็นหลัก และก็คิดเข้าข้างตนเองเสมอว่า เราก็ดีอยู่แล้ว ไม่ต้องมาสอน บางคนถึงขั้น ไม่อยากเรียนรู้ตนเอง จึงขาด โอกาสในการพัฒนาตนเองอย่างน่าเสียดาย

              แต่ถ้าหากพวกเรามีความตั้งใจและจริงใจที่จะพัฒนาตนเองแล้ว ผมว่าไม่ต้องไปรอฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ หรือวิทยากรหรอกครับ เราสามารถเริ่มต้นจากตัวเราเองได้ และแนว ทางจากบทความ ก็สามารถเป็นพื้นฐานให้ท่านนำไปพิจารณาปฏิบัติได้อย่างดี

              เริ่มต้นพัฒนาที่ตัวเราก่อนทำตัวเอง เป็นตัวอย่างให้เห็นเมื่อเราเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตนเองไปสู่สิ่งที่ ดีกว่าผู้คนรอบข้างเขาจะเห็นและรับรู้ถึงกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้น กับเรา เราจะเป็นพยานบุคคลคนสำคัญ ที่เขาจะได้ประจักษ์ด้วยใจของเขา และก่อให้เกิดแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นศรัทธา เชื่อถือ และอยากจะปฏิบัติตามแนวทางการพัฒนาตนเองของเราต่อไป

ารพัฒนาตนเองให้มีแรงฮึดสู้ !

              แรงดลใจเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในชีวิตของคนเราบางครั้งเพียงคำพูดแค่บางคำหรือข้อคิดบางอย่างในหนังสือบางเล่มที่อ่านแล้วสะกิดใจเราให้คิดแล้วเห็นคล้อยตามจน เปลี่ยนแปลงความคิด ของเรา ก้าวลงสู่การเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนแปลงได้อย่างสิ้นเชิง

              "เสียงจากภายนอก" ไม่ว่าจะเป็นคำพูด หรือ ข้อคิดจากหนังสือ นับว่ามีอิทธิพลต่อคนส่วนมาก โดยเฉพาะถ้าเสียงจากภายนอกนั้น สามารถสร้าง "แรงฮึดสู้" ให้กลับมาอีกครั้ง พร้อมกับความสำเร็จที่รอคอยมานาน เช่น

"ความล้มเหลวไม่มีหรอก ! มีแต่ล้ม เลิกเสียก่อน !"

              ทำให้คนที่กำลังท้อแท้ หยุดอยู่กับที่ ได้แง่คิดสะกิดใจว่า อย่าเพิ่งล้มเลิกความพยายามเสียก่อน เพราะทุกครั้งที่ท่านยังคงเพียรพยายามอยู่ ความสำเร็จก็ยังมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นเสมอ แต่ ถ้าท่านล้มเลิกกลางคันเสียก่อนแล้ว ก็เท่ากับปิดประตูแห่งความสำเร็จเลยทีเดียว

              ทุกครั้งที่ผมท้อแท้ ท้อถอย หมดไฟ ใกล้โลว์แบต (LOW BATTERY) ผมก็จะชาร์ตแบตเตอรี่ให้ตัวเองด้วยหนังสือที่สร้างแรงบันดาล ใจ ให้กลับมามีไฟมีแรงฮึดสู้อีกครั้ง ซึ่งก็ได้ผล และสามารถทำให้เราก้าวเดินต่อไปได้ในท่ามกลางสิ่งที่ไม่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงไปมาอยู่เสมอเพราะเราได้เรียนรู้ความจริงของชีวิตผู้อื่นที่เขาได้มีประสบการณ์มาก่อนเราและ พูดถึงวิธีจัดการ แก้ไขปัญหาเหล่านั้นไว้ให้เราเรียบร้อยแล้ว เราจึงไม่ต้องไปลองผิดลองถูก เสียเวลาและค่าใช้จ่าย เรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเองอีก หรือมัวแต่จมปลักอยู่กับความคิดของตัวเองว่า เราเจอปัญหาคราวนี้หนักหนาสาหัสสากรรจ์เหลือเกินแล้วทั้งที่มีคนเคยเจอ ปัญหานั้นมาก่อนเราแล้วและปัญหานั้นก็หนักกว่าเรามากมายหลาย เท่านักทำให้เราค่อยเบาใจ และได้รู้วิธีแก้ปัญหา นั้นอีกด้วย

              ดังนั้น ถ้าท่านเบื่อหน่าย ท้อแท้ อย่าหยุดนิ่ง ขอให้ท่านเปลี่ยนแปลงตนเอง เปลี่ยนแนวความคิด ค้นหาทางออก สร้างแรงฮึดสู้ขึ้นมา โดยหาแรงดลใจให้พบ แล้วท่านจะพบความจริงว่า "ความเบื่อหน่าย ท้อแท้" ก็เปลี่ยนแปลงไปได้เช่นกัน

คนฉลาด เรียนรู้ จากประสบการณ์ของผู้อื่น
คนทั่วไป เรียนรู้ จากประสบการณ์ของตนเอง
คน โง่ ไม่เรียนรู้ ทั้งจากประสบการณ์ของผู้อื่นและตนเอง

การพัฒนาตนเองให้มีพลังแห่งความกระตือรือร้น

              ท่านลองหลับตานึกภาพถึงคนทำงาน 2 คน คนหนึ่งทำงานไปเรื่อยๆ กับอีกคนหนึ่ง ซึ่งได้ผสมความกระตือรือร้นเข้าไปในงานของเขาแล้ว

  • ท่านลองจินตนาการว่า ถ้าท่านได้เป็นลูกค้าของคนทำงาน ทั้ง 2 คนนี้ ท่านอยากจะได้รับบริการจากคนไหน
  • ถ้าท่านเป็นเพื่อนร่วมงานกับทั้ง 2 คน ท่านอยากจะร่วมงานกับคนไหน
  • ถ้าท่านเป็นหัวหน้างานของทั้ง 2 คน ท่านคาดหวังผลงานที่มีคุณภาพจากคนไหน
  • ถ้าองค์กรมีตำแหน่งว่างลง และต้องหาคนมาทดแทน องค์กรจะเลือกคนประเภทใด มาทำหน้าที่นั้น
  แน่นอน คำตอบก็คือ คนที่สอง ที่มีความกระตือรือร้นนั่นเอง

ความกระตือรือร้นคืออะไร ?

              ความกระตือรือร้นเป็นสภาวะอันหนึ่งของจิตใจที่กระตุ้นหรือเร่งเร้าคนเราให้ลงมือปฏิบัติต่องานที่อยู่ในมือนอกจากนี้มันยังสามารถติดต่อกันได้อีกด้วย และอิทธิพลของความมีชีวิตชีวานี้ ไม่เพียงแต่มีผลต่อคนที่มีความกระตือรือร้นเท่านั้น แต่มันยังมี ผลต่อคนที่เข้ามาติดต่อเขาอีกด้วย

ความกระตือรือร้นมีผลอย่างไรต่อการทำงานของท่าน ?

              ความกระตือรือร้นมีผลอย่างมากต่อการทำงานของแต่ละ บุคคล เพราะคนเราโดยทั่วไป มีใจเป็นนาย มีกายเป็นบ่าวคอยรับใช้ ถ้ามีจิตใจเป็นอย่างไร ร่างกายก็เป็นอย่างนั้นเช่น ถ้าท่านมีจิตใจเซื่องซึม หงอยเหงา หงุดหงิด ขุ่นมัวจิตใจดังกล่าวก็จะส่งผลต่อร่างกายให้เฉื่อยชา ท้อแท้ หมด เรี่ยวแรง ไม่กระฉับกระเฉง แต่เมื่อใดที่จิตใจของท่านมีความกระตือรือร้น สดใส เบิกบาน ร่างกายก็จะได้รับพลังงานอย่างมากมาย

              ดังนั้นถ้าท่านต้องการพลังงานในการทำงาน ให้สำเร็จท่านต้องใส่ความกระตือรือร้นเข้าไปในจิตใจ และในงานของท่านก่อนเพราะเมื่อท่านได้ผสมความกระตือรือร้นเข้าไปใน งานที่ท่าน ทำอยู่แล้ว งานที่ยากลำบาก ก็จะกลายเป็นงานที่ง่ายดาย งานที่น่าเบื่อหน่าย ก็จะกลายเป็นงานที่สนุกสนาน เพราะความกระตือ รือร้นนี่เอง ที่ให้พลังงานแก่จิตใจ ความคิด และร่ายกายของเรา จนเราสามารถทนทำงานได้โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และทำงานได้มากกว่าเดิมหลายเท่า

อย่าเพิ่งเชื่อ ! ลองพิสูจน์ดูก่อนครับ !